สามชุก! ตลาดร้อยปี ตลาดนัดความทรงจำ

สามชุก! ตลาดร้อยปี ตลาดนัดความทรงจำ ”ผมว่าตลาดสามชุกเหมือนพิพิธภัณฑ์มีชีวิต”

อาจารย์ ศรีศักร วัลลิโภดม นักโบราณคดีและที่ปรึกษามูลนิธิเล็กประไพ วิริยะพันธุ์ ให้นิยามตลาดสามชุกอย่างรวบรัด ท่ามกลางเสียงจอแจของแม่ค้า และผู้คนเดินไปมาขวักไขว่

ตลาดสามชุกเป็นตลาดริมน้ำ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำท่าจีน อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี ลักษณะเป็นห้องแถว สร้างด้วยไม้ หลังคามุงด้วยสังกะสี คล้ายๆ ห้องแถวของคนไทยเชื้อสายจีนโดยทั่วไป

ตลาดมี 5 ซอย แต่ละซอยมีสินค้าโบราณ เอื้อให้คนเยี่ยมชมระลึกถึงความทรงจำเก่าๆ เป็นต้นว่า แป้งจี่ย่างส่งกลิ่นหอมฉุยอยู่บนเตาไฟร้อนๆ กระตุกให้คนเติบโตจากบ้านนอก นึกถึงการทำขนมจีนแบบโบราณ เมื่อถึงขั้นตอนยีแป้งในอ่าง เด็กๆจะขอแป้งไปปั้นให้กลม แล้วบี้ให้แบน ก่อนเอาไปปิ้งไฟให้หอมกรุ่น

รถไฟสังกะสีขบวนเล็กๆ เห็นแล้วชวนให้ใจเตลิดฝันไปถึงวัยเยาว์ ที่เคยขันลานแล้วปล่อยให้แล่นบนลานดิน

รวม ทั้งเครื่องมือของใช้เก่าแก่อย่างหม้ออวยสีน้ำเงินเข้ม ปิ�นโตสังกะสี 5 ชั้น ชวนให้นึกถึงเด็กวัดบ้านนอก หิ้วสำรับกับข้าวไป ถวายพระ ก่อนกลองเพลจะลั่นตูมๆ

ร้านค้าในตลาดมีประมาณ 300 ร้าน เจ้าของร้าน 20 เปอร์เซ็นต์ เป็นชาวตลาดสามชุก อีก 20 เปอร์เซ็นต์เป็นชุมชนรอบข้าง

ส่วนอีก 10 เปอร์เซ็นต์ เป็นคนถิ่นอื่นเข้ามาร่วมทำมาหากิน

“การทำให้คนมีส่วนร่วมเป็นปัจจัยสำคัญ ผู้นำต้องกล้าคิดกล้าทำ ถ้าทำกันเองโดยประชาชนไม่มีส่วนร่วมจะสำเร็จยาก”

ตลาด สามชุก “ทุกอย่างเกิดจากการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน ทั้งชาวบ้านและโรงเรียน ช่วยกันส่งเสริมสีสันต่างๆ นักเรียนจากโรงเรียนใกล้ๆ อาสามาเล่นดนตรีตามซอยต่างๆ” พงษ์วิน ชัยวิรัตน์ อธิบายอย่างไมตรี

พงษ์วินเป็นประธานกรรมการพัฒนาตลาดสามชุกเชิงอนุรักษ์ เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญคนหนึ่ง ที่ชุบชีวิตตลาดสามชุกให้ฟื้นคืนมา ท่ามกลางกลิ่นอดีตอันหอมหวาน

อ.ศรีศักร“เราจะทำให้ดีที่สุด ให้มีคุณภาพที่สุด สินค้าของเราพยายามให้เป็นของชุมชนให้มากที่สุด เรายอมรับว่ามีสินค้าจากที่อื่นมาขายบ้าง แต่นั่นเป็นส่วนน้อย” พงษ์วินยืนยัน

และบอกอีกว่า “เราเน้นเรื่องของกินเก่าๆ สถาปัตยกรรม และของ ใช้เก่าๆ ของชาวบ้านที่หาดูได้ยาก แต่ละบ้านจะมีเก็บไว้แต่ละมุม ใครมาวันธรรมดาๆ จะได้เห็นวิถีชีวิตชาวบ้านของเราจริงๆ”

อาจารย์ศรีศักรเสริมว่า “เราต้องรักษาคุณภาพและสิ่งมีคุณค่าไว้ เราไม่ได้ขายแต่ของกิน แต่เราขายความทรงจำเก่าๆด้วย”

และ ที่สำคัญ “เราต้องช่วยให้คนภายนอกเกิดพลังขึ้นมา เราถือเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับท้องถิ่นอื่นๆ เห็นด้วยว่า เป็นการเติบโตโดยไม่ทำลายของเก่า นี่เป็นเรื่องสำคัญ”

อาจารย์ เปรียบเทียบให้เห็นว่า ความเข้มแข็งในชุมชนอย่างตลาดร้อยปีสามชุก ไม่เหมือนฮอยอันของประเทศเวียดนาม และหลวงพระบางของประเทศลาว

“ฮอย อันกับหลวงพระบาง พลังเกิดจากมีคนอื่นมายัดเยียดให้ ทำให้ พังหมด ตลาดสามชุกเป็นพลังมาจากข้างใน แล้วได้รับการขานรับจากคนข้างนอก การที่ชาวบ้านบริหารจัดการกันเองได้ดี เพราะชาวบ้านรู้ว่าใคร เป็นใคร นี่แหละคือโครงสร้างอย่างหนึ่งของชุมชน”

พลางชี้ว่า “ตลาดสามชุกเป็นประวัติศาสตร์สังคม ไม่ใช่ประวัติศาสตร์รัฐ เป็นพิพิธภัณฑ์ชีวิตของชุมชน เป็นโอเพ่นมิวเซียม และยังขานรับแนว พระราชดำรัสพอเพียงในพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัวอีกด้วย”

และ ย้อนอดีตว่า แท้จริงเราอยู่กันอย่างพอเพียงมาตั้งแต่ 30-40 ปี มาแล้ว เดิมเราเป็น ครอบครัวเดี่ยว คนในชุมชนมีการแลกเปลี่ยนสินค้ากันเอง พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ไม่มีอาหารถุง ไม่มีสารแปลกปลอม

แต่ละ ท้องถิ่น “มีข้อดีและข้อบกพร่องของตนเอง มีการช่วยเหลือเจือจุนระหว่างคนมีและคนจน ถ้าเรารักษาลักษณะนี้ไว้ได้ ก็จะแพร่ไปที่อื่น”

สามชุก! ตลาดร้อยปี ตลาดนัดความทรงจำการเกิดตลาดลักษณะนี้ “เป็นการฟื้นชีวิตของชุมชน วัฒนธรรม และ ให้สิ่งดีๆต่อคนที่มาเยี่ยมเยือน แต่ทั้งฮอยอันและหลวงพระบางจ้องแต่จะเอาตะบันเลย” ย้อนอดีตไปก่อน 40 ปี ตลาดสามชุกคึกคักไปด้วยผู้คน เสียงเรือเมล์ เสียงพายกระทบน้ำ ไม่เคยขาดหาย จวบจนประมาณ พ.ศ.2510 การเดินทางโดยรถยนต์เข้ามาแทนที่เรือ ทำให้ตลาดร้างราผู้คน แม่ค้าส่วนหนึ่งอยู่ไม่ได้ ต้องไปทำมาหากินถิ่นอื่น

สืบ มา พ.ศ.2543 ชาวบ้านเริ่มตั้งคณะกรรมการขึ้นมา เพื่อหาทางออกร่วมกัน ด้วยความร่วมมือร่วมใจของชาวบ้าน ทำให้ตลาดเป็นที่รู้จักของคนในวงกว้าง ในนามของตลาดเก่าที่อวลอายไปด้วยกลิ่นอดีต

จนได้รับการคัดเลือกจาก สมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้รับพระราชทานรางวัลอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรมดีเด่น ประเภทองค์กร จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อ พ.ศ.2548

การ บริหารจัดการ พงษ์วินบอกว่า ทุกอย่างไม่ได้ราบรื่นไปเสียทั้งหมด เมื่อมีปัญหาอะไรขึ้นมา ทางคณะกรรมการก็จะเรียกประชุมปรึกษาหารือ เพื่อแก้กันทีละเปลาะๆ ไป

“เรายึดความร่วมมือของชาวบ้านเป็นหลักใหญ่”

การส่งเสริมจากหน่วยงานราชการ ประธานตลาดบอกว่า หน่วยงานราชการเข้า มาทำอย่างไม่เป็นรูปธรรม


“ตอน เริ่มใหม่ๆ ใครก็ไม่คิดว่าจะทำได้ ระยะหลังเมื่อประสบความสำเร็จก็มีหน่วยงานต่างๆ เข้ามา เขาพยายามเข้ามาจัดระเบียบ วางระบบ แต่เราอยู่กันอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย เมื่อมีปัญหาอะไรก็ค่อยว่ากันไป”

ตัวอย่างเช่น เบี้ยเลี้ยงตำรวจที่มาจัดการจราจร ชาวบ้านแก้ปัญหาโดยเก็บจากร้านค้าต่างๆ ตามแต่เจ้าของร้านจะให้ ถ้าไม่สะดวกก็ไม่เป็นไร

“เราแก้ปัญหากันเอง เขาบอกว่ามันไม่ถูกต้อง มันผิดระเบียบ ผิดกฎหมาย ต้องออกมาเป็นเทศบัญญัติ แต่เราก็ยังไม่เห็นว่าไปถึงไหน เรื่องที่เขาบอกว่ามันผิดกฎหมาย ผมเลยบอกว่า ผมรับผิดชอบเอง”

สาเหตุที่ออกมายืดอกรับ “เพราะเห็นว่า งานส่วนรวมเมื่อระบบราชการ เข้ามาแล้วมันยุ่ง เรามองเห็นว่า ระบบของราชการมีลักษณะสั่งการจากข้างบน ลงมา อยากจะทำอะไรก็ทำ โดยไม่คิดถึงความต้องการของชุมชนจริงๆ”

แต่ “การทำงานของเราคิดจากชุมชน จะทำกันอย่างไร งบประมาณเอาที่ไหน มีเงินแค่นี่เราจะทำอะไร เราก็กำหนดกันได้”

แป้งจี่ การฟื้นตัวของตลาดชุมชน ไม่ว่าจะเป็นตลาดน้ำโบราณ บางพลี และ ตลาดร้อยปีสามชุก พบปัญหาเดียวกันคือ ห้างสรรพสินค้าผุดขึ้นมาแย่งลูกค้า

เมื่อ ห้างเกิดขึ้นมาแล้ว การแก้เกมคือ เร่งประชาสัมพันธ์ให้คนในชุมชนซื้อกันเอง ขายกันเอง กินกันเองให้มากที่สุด ให้เงินหมุนเวียนในชุมชนหลายๆรอบ เพื่อความยั่งยืนของชุมชน

ผลกระทบจากห้าง สะเทือนมากที่สุด ร้านขายของประเภทโชห่วย ตอนห้างเปิดใหม่ๆ สะดุดทันที ร้านผลไม้เคยขายได้วันละนับ 10,000 ลดลงมาเหลือ 3,000 บาท

“ชุมชน รอบนอก โดยเฉพาะร้านที่รับของมาขายไม่ได้ คนวิ่งไปห้าง กันหมด เห็นว่าแอร์เย็นสบาย ถูกหน่อยแพงหน่อยก็ไปซื้อกัน ทำให้ร้านค้า รอบนอกขายได้น้อยลง จริงๆราคาไม่ต่างกันหรอก ของเราอาจจะถูกกว่าด้วยซ้ำไป”

เส้นทางสายอดีตนับวันยิ่งลบเลือน ทางสายใหม่นับวันยิ่งแจ่มชัด

การฟื้นอดีตชุมชนให้คืนชีพ ให้เป็นเสมือนตลาดนัดแห่งความทรงจำ ทั้งสวนกระแสสังคม และท้าทายกับความอยู่รอดอย่างยิ่ง.

ข้อมูลและภาพจากเว็บไซต์ไทยรัฐ  http://www.thairath.co.th/

http://www.thairath.co.th/news.php?section=hotnews02&content=78903

ค้นหา สามชุก

Copyright 2003-2009 samchuk.in.th . All rights reserved.
System Requirement : Internet Explorer 7.0+, Firefox, Opera, Safari | 1280x800 Resolution | Flash Player 8.0+
Hosted By : Colorpack.net