กว่าจะเป็น ตลาดสามชุก จิตวิญญาณที่รัฐควรคำนึง

กว่าจะเป็น ตลาดสามชุก จิตวิญญาณที่รัฐควรคำนึง ช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา ชื่อ “ตลาดร้อยปีสามชุก” ดูเหมือนจะกลายเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย ของสังคมไทย ยิ่งในช่วงระยะหลังๆ ที่มีสื่อมวลชนทุกแขนง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รายการโทรทัศน์ประเภทนำเที่ยวเข้าไปถ่ายทำ แนะนำว่าเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยว ที่น่าสนใจขึ้นชื่อติดอันดับของเมืองขุนแผน สุพรรณบุรี ก็เท่ากับยิ่งเพิ่มมูลค่าทางการตลาด ของสถานที่แห่งนี้ และยังไปเพิ่มคุณค่าเชิงการเมือง สำหรับผู้ปกครองไปด้วยในตัว

ตลาดร้อยปีสามชุก มีดีที่ตรงไหน?

เชื่อว่าคำถามนี้หลายท่านคงมีคำตอบ ซึ่งอาจจะเป็นคำตอบจากประสบการณ์ตรงที่ได้ไปเยี่ยมเยือนตลาดสามชุกมาด้วยตน เอง หรือจากคำบอกเล่า หรือจากหน้าสื่อแขนงต่างๆ ที่ถ่ายทอดเรื่องราวของตลาดร้อยปีแห่งนี้ออกมาให้รับรู้รับทราบกัน

พิพิธภัณฑ์บ้านขุนจำนง จีนารักษ์ ข้าวห่อใบบัว ร้านหรั่งศรีโรจน์ กาแฟโบราณท่าเรือส่ง เป็ดย่างจ่าเฉิด โรงแรมอุดมโชค ร้านถ่านรูปศิลป์ธรรมชาติ ร้านฮกอันโอสถสถาน ร้านฮกง้วนตึ้ง ร้านคูเซ่งฮวด ร้านทองมีชัย ร้านไปศาลขายของเก่า ฯลฯ เหล่านี้คือมนต์เสน่ห์ที่เป็นจุดดึงดูดผู้คนให้สนใจตลาดเก่าแก่อายุกว่าร้อย ปีที่ชื่อสามชุก แต่ที่เป็นมากกว่ามนต์เสน่ห์ คือ วิถีชุมชนท้องถิ่นแห่งนี้ วิถีแห่งชีวิตของผู้คนที่ทำมาค้าขาย ประกอบอาชีพหาอยู่หากิน และดำรงตนอยู่บนพื้นฐานวัฒนธรรม ที่เป็นมรดกตกทอดมาจากบรรพบุรุษ สืบเนื่องเกี่ยวพันอยู่กับความเป็นศูนย์กลางการซื้อขายและเปลี่ยนหรือตลาด มานานนับศตวรรษนั่นเอง

ตลาดร้อยปีสามชุก จึงยกระดับตัวเองผงาดขึ้นมาเป็นสถานที่ ซึ่ง ณ เวลานี้ จ.สุพรรณบุรี ขึ้นป้ายว่า เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัด

ประเดินคำถามที่หลายท่านอาจอยากรู้คำตอบก็คือ “ตลาดร้อยปีสามชุก” พัฒนาเติบโตขึ้นมาได้อย่างไร ท่ามกลางการแข่งขันเพื่อช่วงชิงการเปิดพื้นที่หรือสถานที่ท่องเที่ยวอย่าง เข้มขนในยุคปัจจุบัน เพื่อสนองตอบต่อตลาดการท่องเที่ยวที่ภาคส่วนซึ่งเกี่ยวข้องเชื่ออย่างหัวปัก หัวปำว่าเป็นรายได้หลักที่จะธำรงไว้ซึ่งความอยู่รอดของประเทศชาติแห่งนี้

ในความเป็นจริงย้อนหลังไปก่อนหน้าปี 2545 ตลาดสามชุกไม่ได้อยู่ในสภาพเช่นปัจจุบัน บ้านเรือนที่เก่าแก่เต็มไปด้วยศิลปกรรมที่งดงามถูกปล่อยให้ชำรุดทรุดโทรม ถนนสายหลักตัดผ่านทำให้เมืองเก่าแห่งนี้ขาดคนเหลียวแล กรมธนารักษ์เจ้าของที่ดินในเมืองนี้มีเมกะโปรเจ็คต์ รื้อบ้านเก่า ชุมชนเก่า ตลาดเก่า เพื่อสร้างเมืองใหม่ขึ้นแทนที่ แต่มีชาวตลาดสามชุกกลุ่มหนึ่งที่มองเห็นถึงคุณค่าแห่งรากของตนเอง ไม่เห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว จึงเลือกที่จะร่วมกันฟื้นฟูเมืองเก่า แทนการรื้อทำลายเพื่อสร้างเมืองใหม่อย่างที่เกิดขึ้นโดยทั่วไปในเมืองอื่นๆ ทั่วประเทศ กอปรกับในช่วงปี 2545 ได้เกิดโครงการปฏิบัติการชุมชนและเมืองน่าอยู่ โดยมูลนิธิชุมชนไท ภายใต้การสนับสนุนของ พอช., สสส. และสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ มีพื้นที่ปฏิบัติการนำร่องใน 12 เมือง และสามชุกเป็นหนึ่งในเมืองนำร่องตามโครงการ ซึ่งโครงการปฏิบัติการชมชนและเมืองน่าอยู่ เป็นการพัฒนาเมืองแนวใหม่ที่ผู้คนหลากหลายในเมืองมาร่วมกันคิดร่วมกันพัฒนา เมองของตนเอง แทนที่จะสั่งการมาจากส่วนกลางเหมือนที่ผ่านมา

ประเด็นพิจารณาก็คือ การฟื้นฟูพัฒนาตลาดสามชุก ไม่ได้เกิดจากนโยบาย ไม่ได้เชื่อมโยงกับการเมืองตั้งแต่แรกเริ่ม หากแต่กระบวนการฟื้นฟูชุมชนท้องถิ่นตลาดสามชุกนั้น เกิดขึ้นด้วยความรักในถิ่นฐานบ้านเกิดของชาวตลาดสามชุก เกิดเนื่องจากมุมคิดที่ไม่เชื่อว่าเมืองใหม่จะมีคุณค่ามากกว่าเมืองเก่าที่ เคยอยู่เคยกินกันมาหลายชั่วคน จึงร่วมกันหันมาฟื้นฟู พัฒนา ค้นหาความเป็นตนตนของคนสามชุก ซึ่งพบว่าสามชุกมีของดีอยู่มากมายทั้งบ้านเรือนเก่าแก่ที่เต็มไปด้วย ศิลปกรรมอันงดงาม อาหารพื้นบ้านที่ขึ้นชื่อหลายอย่าง ตลอดจนวิถีชีวิต ที่คนหลากหลายเชื้อชาติร่วมกันสร้าง และอยู่ร่วมกันอย่างเป็นปกติสุข กลายเป็นตลาดมีชีวิต พิพิธภัณฑ์มีชีวา ที่คนสามชุกภูมิใจมาถึงทุกวันนี้

ที่ต้องพึงตระหนักก็คือ “คณะกรรมการพัฒนาตลาดสามชุก” ซึ่งเกิดจากการรวมตัวของชาวสามชุกเองก็ไม่ใช่คณะกรรมการภายใต้อาณัติของฝ่าย ใดทั้งสิ้น ทุกองคาพยพที่ประกอบขึ้นเป็นคณะกรรมการพัฒนาตลาดสามชุกล้วนแล้วแต่เกิดขึ้น ด้วยเจตนารมณ์เพื่อร่วมกันทำให้ชุมชนท้องถิ่นที่เรียกขานว่าตลาดสามชุกดำรง อยู่อย่างมีเอกลักษณ์ท้องถิ่นมีการพัฒนาโดยมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนโดยไม่มี ประโยชน์ซ่อนเร้นใดๆ ไม่ว่าจะเป็นสานที่ท่องเที่ยวโบราณสถานหรืออื่นๆ เพราะฉะนั้นหากจะมีความปรารถนาดีจากผ่ายปรกครอง ไม่ว่าจะเป็นส่วนท้องถิ่น ส่วนภูมิภาค ที่จะถือเอาโดยเหตุผลกลใดก็ตามว่าสามชุกตลาดร้อยปี เป็นสมบัติที่ต้องมีเจ้าของ และจำเป็นต้องมีการพัฒนาต่อยอดโดยถือเอาตัวเอง หน่วยงาน เป็นผู้ขีดเส้นใต้การพัฒนา และละเลยการมีส่วนร่วมอย่างสำคัญของคณะกรรมการพัฒนาตลาดสามชุกแล้ว จิตวิญญาณและมนต์เสน่ห์ของสถานที่แห่งนี้ จะเสื่อมความขลังไปโดยปริยาย

ประเด็นที่ควรต้องจดจารคือ แนวทางเช่นนี้คือการพัฒนาแนวใหม่ที่เปิดให้ชุมชนท้องถิ่นเป็นแกนหลัก หน่วยงานภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นจังหวัด อำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น อบจ. เทศบาล ฯลฯ ภาคีพัฒนาอื่น ๆ เช่น องค์กรพัฒนาเอกชน สถาบันการศึกษา ฯลฯ เป็นผู้สนับสนุนส่งเสริมประคับประคอง อำนวยการ ตลอดไปจนถึงการช่วยพัฒนาข้อติดขัด เช่น เทศบัญญัติกฎเกณฑ์ ระเบียบต่าง ๆ โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือ การพัฒนาร่วมกันของทุกฝ่าย มิใช้หน่วยงานรัฐเป็นผู้จัดการ ราษฎรเป็นผู้รอรับ เหมือนเช่นที่ผ่านมาและถือเป็นนวัติกรรมแห่งการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นที่ทุก ฝ่ายโดยเฉพาะอย่างยิ่งเหล่าผู้ปกครองควรต้องพิจารณาและนำไปใช้


หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน
วันอาทิตย์ 17 มิถุนายน 2550
สุรินทร์ จตุการ


ค้นหา สามชุก

Copyright 2003-2009 samchuk.in.th . All rights reserved.
System Requirement : Internet Explorer 7.0+, Firefox, Opera, Safari | 1280x800 Resolution | Flash Player 8.0+
Hosted By : Colorpack.net