เศรษฐศาสตร์เพื่อชีวิต "สามชุก" ความสำเร็จของการเมืองภาคประชาชน

          เมื่อปลายเดือนสิงหาคม  2552 ที่เพิ่งผ่านมานี้ ยูเนสโก (UNESCO) องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติประกาศให้แก่ชุมชนสามชุก ตลาดเก่าร้อยปี  สุพรรณบุรี  ได้รับรางวัลระดับ    "ดี"   ในการประกวดโครงการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกประจำ ปี 2552   ถือเป็นเรื่องน่าชื่นชมยินดีและนำความภาคภูมิใจมาสู่ไม่เพียงแต่ชาวสามชุก เท่านั้น  รวมถึงประเทศไทยชาวไทยถ้วนหน้าด้วย   เพราะประเทศไทยยังไม่เคยรับรางวัลอย่างนี้มาก่อน  ส่วนรางวัลยอดเยี่ยมประจำปีนี้ตกเป็นของประเทศมองโกเลีย    ยูเนสโกกำหนดคุณสมบัติแต่ละสถานที่ที่ส่งเข้าประกวด ต้องมีอายุมากกว่า  50  ปีขึ้นไป และมีการบูรณะซ่อมแซมแล้วเสร็จภายใน 10 ปีที่ผ่านมา และสามารถใช้งานได้อย่างน้อย  1  ปี นับจากการประกาศผลรางวัลดังกล่าว ยูเนสโกเชื่อว่าโครงการดังกล่าวจะช่วยส่งเสริมให้มีการฟื้นฟูและซ่อมแซมสถาน ที่ประวัติศาสตร์ของประเทศต่าง  ๆ  ให้คงอยู่กับชุมชนแต่ละประเทศให้นานเท่านาน

          เมื่อพูดถึงจังหวัดสุพรรณบุรีผู้คนมักนึกถึงถนนพิพิธภัณฑ์ลูกหลานพันธุ์ มังกร พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำบึงฉวากกันซะมากกว่าตลาดร้อยปีสามชุก  ตลาดสามชุกเริ่มเป็นที่รู้จักของผู้คนที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เมื่อ 4  -  5 ปีที่ผ่านมา มีลักษณะเป็นตลาดชุมชนท้องถิ่น ห้องแถวไม้ ไม่มีตึกสูง ไม่ใช่ตลาดติดแอร์ มีสิ่งอำนวยความสะดวกและลานจอดรถดี ๆ แบบห้างใหญ่ หากแต่สามชุกเป็นตลาดชาวบ้านเดินดินที่จัดวางสินค้าแลดูสะอาด  เป็นระเบียบน่าเดิน มีสินค้าและอาหารพื้นบ้านร่อยหลากหลาย คุณภาพดี ราคายุติธรรมเป็นกันเอง พ่อค้าแม่ค้ายิ้มแย้มเชิญชวนให้ซื้อของแบบชิมก่อนชอบใจค่อยซื้อ โดยทั่วไปคนสามชุกเป็นคนมีอัธยาศัยไมตรี   ผมเคยไปเที่ยวตลาดสามชุก  ข้างถนนมีคนจอดรถกันเต็มแล้ว  ขณะที่กำลังขับรถวนหาที่จอด คนสามชุกน้ำใจดีได้ออกมาโบกมือให้ผมและรถอีกหลายคันที่ตามมาเข้าไปจอดแถว หน้าบ้านพักตำรวจของพวกเขาเอง    โดยไม่เก็บเงินค่าจอด    หรือแสดงความรำคาญว่าพวกเขาจะเข้าออกไม่สะดวก ชาวบ้านดูจะร่วมมือกับชุมชนตลาดสามชุกในการอำนวยความสะดวกให้ผู้คนที่มา เที่ยวตลาดเท่าที่จะทำได้ นับเป็นการเริ่มต้นต้อนรับนักท่องเที่ยวที่อบอุ่นน่าประทับใจทีเดียว     หากท่านมีโอกาสไปแวะเดินตลาดสามชุกจะรู้ว่าตลาดแห่งนี้มิใช่แค่ตลาดขายอาหาร ธรรมดา ๆ
          กว่าจะมาเป็นตลาดร้อยปีสามชุกที่คว้ารางวัลดีเด่นอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม ได้ในวันนี้  "หนังสือเรื่องตลาดมีชีวิต  พิพิธภัณฑ์มีชีวา" และ "หนังสือเรื่องผ่านตลาดร้อยปีสามชุกกับกลไกชุมชนในมิติการอนุรักษ์"    ได้บอกเล่าให้ทราบว่าตลาดสามชุกก็เช่นเดียวกับตลาดชุมชนที่พบเห็นได้ทั่วไป ในแถบที่ลุ่มริมน้ำภาคกลางอื่น  ๆ  ที่ต้องล้มลุกคุกคลาน  ทยอยหายตายจากไปท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของการสร้างภาวะทันสมัย แบบตะวันตกที่เน้นย้ำบริโภคนิยม  คนสามชุกจึงต้องหันหน้าเข้าหากันทบทวนทำแนวทางพัฒนาชุมชนกันใหม่เพื่อความ อยู่รอด    จนชุมชนสามชุกเข้มแข็งขึ้นสามารถอนุรักษ์วิถีชีวิตดั้งเดิมของชุมชนไว้ได้ ด้วยความร่วมมือร่วมใจกันดำเนินการอย่างแท้จริงของประชาชนในชุมชน   ด้วยความอุตสาหะเพียรพยายามและการตระหนักถึงคุณค่าที่ดีงามของชุมชนจักต้อง สืบสาน    ประสานพลังภายในและภายนอกหน่วยงานท้องถิ่น  องค์กรเอกชน  นักวิชาการอิสระ และผู้เห็นคุณค่าการพัฒนาชุมชนให้เข้มแข็งแนวยั่งยืนมากกว่าการเน้นในเรื่อง ของวัตถุมากจนทำให้วัฒนธรรมและวิถีชีวิตชุมชนด้อยค่าสูญหายไป  จนในที่สุดสามารถเปล่งอานุภาพของพลังชุมชนออกมาได้  ความสัมพันธ์ของชุมชนโดยผ่านกิจกรรมการพบปะ พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น  และสันทนาการซึ่งจัดโดยคณะกรรมการพัฒนาตลาดสามชุกที่ชาวบ้านจัดตั้งขึ้น   เกิดความแน่นแฟ้นจนชาวบ้านตระหนักถึงความสำคัญที่จะต้องมีส่วนร่วมในการ พยายามทำให้ชุมชนที่พวกเขาอาศัยอยู่ดีขึ้น  และร่วมเผชิญหน้ากับปัญหาต่าง  ๆ ร่วมกันในกระบวนการอนุรักษ์พัฒนาตลาด ได้หล่อหลอมการเมืองภาคประชาชนให้กับชาวสามชุก   เกิดกระแสต่อต้านการพัฒนาชุมชนแบบบนสู่ล่างที่ไม่ค่อยรับฟังเสียงจากชาว บ้าน     แต่ท้ายที่สุดเทศบาลก็ปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์และวิธีการทำงานร่วมกับ ชุมชน    โดยเปิดโอกาสให้มีส่วนร่วมคิดร่วมทำมากขึ้น    เปิดโอกาสให้คณะกรรมการพัฒนาตลาดเข้ามามีบทบาทในการกำหนดทิศทางการอนุรักษ์ และฟื้นฟูตลาดแห่งนี้  ชุมชนและเทศบาลยังมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน   แม้จะมีความขัดแย้งที่มาจากการเปลี่ยนแปลงฐานทางการเมืองของกลุ่มขั้วอำนาจ ใหญ่   ตลาดสามชุกเป็นตัวอย่างที่ดีของการสร้างการเมืองภาคประชาชนที่น่าศึกษาเรียน รู้  ทำให้ชุมชนดำรงอยู่ได้ในโลกสมัยใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว     แม้ปัจจุบันคนสามชุกก็ยังอยากเรียนรู้ว่าวิกฤตเศรษฐกิจโลกยุคโลกาภิวัตน์จะ กระทบการทำมาหากินและวิถีชุมชนของพวกเขาอย่างไร      ผมเคยรับเชิญไปพูดเรื่องวิกฤตและโอกาสอนาคตของชุมชนในโลกาภิวัตน์ซึ่งเป็น งานสัมมนากลางตลาดสามชุกร่วมกับวิทยากรอีก  2 ท่าน ทราบว่ามีความพยายามให้ล้มเลิกการจัดเพราะผู้มีอำนาจไม่พอใจ แต่ท้ายที่สุดก็จัดได้ เพราะคณะผู้จัดงานชาวสามชุกไม่ยอมเลิกจัด
          ภาพชุมชนตลาดสามชุก
          ตลาดสามชุกถือเป็น   "ความสำเร็จ"   ในการพัฒนาอย่างมีส่วนร่วมของประชาชนถือเป็น   "แบบอย่าง"ของชุมชนที่   "พัฒนาแบบยั่งยืน"   ได้  จากนิราศเมืองสุพรรณของสุนทรภู่กวีเอกทำให้เราทราบว่าสามชุกมีความเป็นมาทาง ประวัติศาสตร์ยาวนานตั้งแต่ก่อนปี   2385   เมื่อเมืองสามชุกตั้งขึ้นปี 2437  ต่อมาตลาดสามชุกก็เกิดขึ้น  เป็นศูนย์รวมที่ผู้คนหลากหลายเชื้อชาติทั้งไทย จีน มอญ ฯลฯ มาค้าขายกัน  ตลาดสามชุกเป็นห้องแถวไม้ริมแม่น้ำท่าจีน  อดีตจึงเป็นแหล่งค้าขายสำคัญของลุ่มน้ำท่าจีน การสัญจรขนส่งทางน้ำช่วงนั้นใช้ทางน้ำกว้างขวางเป็นเครือข่าย  การพัฒนาประเทศตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติหลายสิบปีที่ผ่านมา  แนวทางรัฐไม่ใส่ใจคมนาคมทางน้ำ  ทุ่มงบฯ  ไปให้การคมนาคมทางบก  ถนนหนทางกว้างขวางหลายเลนส์ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดอย่างต่อเนื่อง  และมีบทบาทมากขึ้น ทำให้การคมนาคมทางน้ำค่อย  ๆ  หมดความสำคัญ  ตั้งแต่ปี  2510 ตลาดริมน้ำแห่งนี้เริ่มซบเซาเงียบเหงา การค้าขายซังกะตาย   ยิ่งเมื่อรัฐเปิดทางให้ห้างใหญ่รุกรานชุมชนตั้งขึ้นดาษดื่นจึงกระทบต่อการทำ มาหากินของชาวบ้านและวิถีชีวิตชุมชนสามชุก   ผู้คนจำต้องย้ายออกไปทำมาหากินที่อื่นเพื่อความอยู่รอด  ชาวชุมชนที่เหลือหันหน้าเข้าหากัน  นั่งคุยกันจริงจังเพื่อ  "กอบกู้ชุมชน" ปี 2543 มีการตั้งคณะกรรมการพัฒนาตลาดสามชุกเชิงอนุรักษ์ขึ้นทำงานแข็งขันประสานกัน หลายฝ่าย  เป็นแบบอย่าง "การจัดการชุมชน" ที่น่าสนใจควรศึกษา   ก่อนได้รับรางวัลยูเนสโกสามชุกได้รับคัดเลือกเป็นเมืองนำร่องโครงการปฏิบัติ การชุมชนและเมืองน่าอยู่ปี  2546  มาแล้ว และได้รับการคัดเลือกจากสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์      ให้ได้รับพระราชทานรางวัลอนุรักษ์ศิลปะสถาปัตยกรรมดีเด่นประเภทองค์กรจาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ปี 2548
          รัฐไทยไม่ค่อยเข้าใจแนวทางพัฒนาท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์  ทั้ง  ๆ  ที่ไทยเป็นประเทศร่ำรวยด้วยวัฒนธรรม  ชุมชนอันหลากหลาย รัฐไม่ใส่ใจที่จะฟื้นฟูพัฒนาชุมชนให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวอย่างแท้จริง หรือพัฒนาทรัพยากร-ธรรมชาติที่มีอยู่แล้วและผูกพันกับวิถีชีวิตชุมชนให้เป็น แหล่งท่องเที่ยวที่แตกต่างจากเมืองใหญ่  "โจ"  ชาวอเมริกันพูดผ่านรายการโทรทัศน์เมื่อวันเสาร์ที่ 5 กันยายน 2552 ที่ผ่านมานี้ว่า เขามาเมืองไทยครั้งแรกเมื่อ  30  ปีที่แล้ว ตอนนั้นโรงแรมดุสิตธานีคือตึกสูงที่สุดในกรุงเทพฯ แต่ตอนนี้กรุงเทพฯ   เปลี่ยนแปลงไปเยอะมาก  ตึกสูง  สูงเสียดฟ้าไร้ระเบียบเต็มไปหมด  ตึกเก่าถูกทุบทิ้งไม่หลงเหลือคุณค่าสิ่งเก่าให้แลเห็น  เขาคิดว่าการทำกรุงเทพฯ  ให้เป็นเมืองน่าอยู่นั้น  อยู่ที่ภาคประชาชนจะคิดค้นช่วยกันทำอย่างไร  โจเคยเป็นอาสาสมัครกลุ่มสันติภาพพีซคอร์พทำงานในชนบทไทย  เรียนจบด้านเอเชียศึกษาที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียที่เบอร์คเลย์     เขียนหนังสือท่องเที่ยวเมืองไทยและเพื่อนบ้านขายดีติดลำดับ    "เบสท์เซลเลอร์"   เขาอยากใช้ชีวิตที่เมืองน่านหรือแม่ฮ่องสอน   เพราะสงบเป็นธรรมชาติผู้คนเป็นกันเองดี
          การทุบตึกหรืออาคารเก่าแก่ทิ้งหน้าตาเฉยด้วยสำนึก  "ทันสมัย แต่ไม่พัฒนา" แทนที่จะอนุรักษ์เอาไว้บางส่วนเพื่อให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาเรียนรู้และเกิด ความภาคภูมิใจในอดีตของบรรพบุรุษนั้น     ถือเป็นคุณลักษณะพิเศษของคนไทย โดยเฉพาะจิตสำนึกเยี่ยงนี้ระบาดไปทั่วในหมู่ชนชั้นปกครองของรัฐที่ไม่เข้าใจ และคิดตื้นเขินทางประวัติศาสตร์สังคม  ไม่ตระหนักถึงความสำคัญที่มาที่ไปของชุมชนท้องถิ่นอันหลากหลาย คนพวกนี้คิดได้แต่โครงการใหญ่  ๆ  เม็กกะโปรเจ็ค เม็ดเงินงบประมาณเยอะ ๆ นับร้อยนับพันล้านบาท คิดโครงการเล็ก  ๆ  แต่สวยงามอุดมด้วยคุณค่า "จิ๋วแต่แจ๋ว" (Small is Beautiful) ไม่เป็น ยิ่งกระบวนการพัฒนามีลักษณะ   "บนสู่ล่าง"  ยิ่งทำให้วิธีคิดของชนชั้นผู้นำรัฐมักขาดลอยจากชุมชนอันหลากหลายอย่างสิ้น เชิง  แม้อ้างว่ามีแนวทางเพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟู  แต่ก็เป็นคนละความหมายไม่สอดคล้องกับความคิดของชาวบ้าน  กรณีชุมชนสามชุกตลาดร้อยปีเป็นตัวอย่างรูปธรรมยืนยันให้เห็นชัดเจน จากนี้ไปอนาคตการพัฒนาฟื้นฟูชุมชนเชิงอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่นจะอยู่ในมือ องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นต่าง    ๆ แค่เห็นองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) สมัยนี้ปลูกตึกที่ทำการโออ่าอยู่กลางทุ่งแวดล้อมด้วยต้นไม้ร่มรื่น ติดแอร์เย็นชุ่มฉ่ำแบบเมืองกรุง    นักการเมืองท้องถิ่นพยายามตะเกียกตะกายปีนป่ายบันไดถีบตัวเข้าสู่ "ชนชั้นใหม่"  ในสังคมบ้านเรา  ชื่นชอบแนวทางการพัฒนาเลียนแบบการสร้างภาวะความทันสมัยในเขตเมือง ก็เล่นเอาใจลงไปกองที่ตาตุ่มอยู่เหมือนกัน
          เป็นที่น่าสังเกตว่าในภาวะที่ธุรกิจท่องเที่ยวของไทยซบเซา    ผู้ประกอบการประคองธุรกิจอย่างทุลักทุเล   กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬามีมาตรการช่วยเหลืออะไรบ้างที่จะช่วยดึงดูดนักท่อง เที่ยวให้เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในเมืองไทยเพิ่มมากขึ้น  นอกเหนือจากการตั้งงบฯ สูงเพื่อให้ผู้บริหารระดับสูงเดินทางไปทำ  "Road  Show" ในต่างประเทศ / ใช้งบฯ จำนวนมากเพื่อสำรวจแหล่งท่องเที่ยว / เพิ่มเงินกู้ให้ธุรกิจท่องเที่ยว  เป็นต้น  มาตรการเหล่านี้เกาถูกที่คันหรือไม่ น่าจะพิจารณาดูว่าทำไมประเทศ เช่น  ภูฎาน  เนปาล  พม่า อินเดีย ลีเจียงที่จีน มองโกเลีย โครเอเชีย อียิปต์ จอร์แดน ตุรกี ซีเรีย โมรอคโค แอฟริกาใต้ ฯลฯ ไม่เห็นเขาต้องทุ่มเงินให้ผู้บริหารระดับสูงไปทำ โรดโชว์ให้เปลืองเงินทีละมาก  ๆ แต่นักท่องเที่ยวต่างประเทศก็แห่เข้าไปเที่ยวไม่ขาดสาย บางแห่ง เช่น ภูฎาน ต้องเสียค่าเข้าประเทศไม่พอ   แถมต้องรอคิวอีกต่างหากเพราะเขามีนโยบายจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยว  เป็นเรื่องขำ ฮา  กลิ้งในขณะผู้ประกอบการเรียกร้องมาตรการให้กระทรวงการท่องเที่ยวช่วยหาคนมา เที่ยว  แต่กระทรวงดันสั่งให้ไปสำรวจแหล่งท่องเที่ยว ป่านนี้ยังมีข้อมูลด้านแหล่งท่องเที่ยวไม่เพียงพออีกหรือ ถึงต้องสำรวจให้เปลืองเงินงบประมาณ  หากไม่เพียงพอ  การบริหารงานที่ผ่านมาของ กระทรวงการท่องเที่ยวฯ มีประสิทธิภาพหรือไม่  แค่ข้อมูลพื้นฐานจนป่านนี้ยังเตรียมการไม่พร้อมเลยหรืออย่างไร  หากอยากจะสำรวจเพิ่มเติมก็อาจทำได้ในเวลาอันสมควร จะได้ตั้งงบฯ ไปใช้ในสิ่งที่จำเป็นเร่งด่วนก่อน
          อย่างไรก็ดีหากคลิกเข้าไปดูเว็บ   หรือดูโฆษณาในหน้าหนังสือพิมพ์ช่วงระยะนี้  ค่าทัวร์คนไทยไปเที่ยวสิงคโปร์  ฮ่องกง  เวียดนาม  มาเลเซีย ยังจ่ายราคาถูกกว่าไปเที่ยวภูเก็ต สุราษฎร์ธานี หัวหิน เสียอีก    ทัวร์คนไทยไปเที่ยวญี่ปุ่นบางแพ็คเกจจ่ายแพงกว่าไปเที่ยวภูเก็ตนิดเดียวเอง ถือเป็นเรื่องประหลาด
          ยามนี้รัฐมนตรีกระทรวงการท่องเที่ยวฯ น่าจะตอบคำถามและหามาตรการเร่งด่วนว่าจะทำการฟื้นฟูและการพัฒนาตลาดท่อง เที่ยวภายในประเทศอย่างไร   ยามวิกฤติเศรษฐกิจที่ไหนในโลกล้วนอาศัยศักยภาพภายในประเทศทั้งนั้น  หลายประเทศเขาส่งเสริมท่องเที่ยวสำหรับคนในชาติทุกสถานภาพไม่ว่ายากดีมีจน เช่น นักเรียนญี่ปุ่นไปเล่นสกีฤดูหนาวในอัตราย่อมเยาแบบนักเรียน คนจีนนิยมไปเที่ยวข้ามมณฑล วัยรุ่นยุโรปชอบแบ็ดแพคเที่ยวราคาถูก  กางเต็นท์นอนกลางป่า มีที่หุงหาอาหารพร้อม คนอเมริกันนิยมขับรถเทเลอร์พาครอบครัวตะเวนเที่ยวตามมลรัฐต่าง ๆ เอาง่าย ๆ เห็นจะ ๆ คนสามชุกยังสามารถคิดค้นฟื้นฟูให้ตลาดร้อยปีสามชุกเป็นสถานที่ท่องเที่ยว เชิงอนุรักษ์  ที่สร้างรายได้เข้าพื้นที่ และอนุรักษ์วัฒนธรรมวิถีชีวิตดั้งเดิมของชุมชนได้  อีกทั้งมิติการอนุรักษ์และฟื้นฟูตลาด  ทำให้ชุมชนสามชุกดำรงตัวอยู่ได้ในโลกยุคโลกาภิวัตน์อย่างมีเกียรติและมี ศักดิ์ศรี   โดยไม่ต้องบิดเบือนวิถีชีวิตประจำวันของชุมชน  คนสามชุกและตลาดสามชุกจึงเป็นชุมชนที่โดดเด่นในจังหวัดสุพรรณบุรี  การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยขึ้นป้าย  "เที่ยวไทยครึกครื้น  เศรษฐกิจไทยคึกคัก" จะทำได้จริงหรือไม่ หรือเป็นแค่คำโฆษณาชวนเชื่อให้เด็กเล็กหัดฝึกพูดตัว "ร" ให้ชัดเท่านั้น
          ขอถือโอกาสนี้เชิญชวนคนไทยไปเที่ยวสามชุก  "ตลาดมีชีวิต"  และสถานที่ท่องเที่ยวอื่น ๆในประเทศด้วย  เป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในยามชาติเกิดวิกฤติเศรษฐกิจไทยไม่ช่วยไทย แล้วใครจะมาช่วยเรา จะเห็นว่าพลังชุมชนชาวสามชุกตอกย้ำประชาธิปไตยของชุมชน โดยชุมชน เพื่อชุมชน เป็นตัวแบบการพัฒนา ล่างสู่บน นอกจากการหาซื้ออาหารและขนมพื้นบ้านที่อร่อยหลากหลายราคาถูกแล้ว ท่านยังจะได้ร่วมชมร้านขายยาเก่าแก่แบบโบราณ     เดินเที่ยวพิพิธภัณฑ์ชุมชนบ้านขุนจำนงจีนารักษ์พร้อมฟังคำบรรยายจาก มัคคุเทศก์น้อยย้อนอดีตชุมชนสามชุกสะท้อนถึงครบเครื่องปัจจัยพื้นฐาน    ร้านศิลป์ธรรมชาติ เป็นร้านถ่ายรูปโบราณที่มีกล้องถ่ายภาพอายุกว่าร้อยปี   โรงแรมอุดมโชคโรงแรมเก่าที่ยังเปิดบริการรอต้อนรับท่านผู้มาเยือน  ร้านนาฬิกาโบราณ  ร้านเครื่องหวาย ร้านขายของป่า เครื่องลงหิน ร้านเครื่องทองเหลืองโบราณ  ร้านขายสินค้าโบราณ  ร้านขายยาจีน  ร้านทอง โรงตีเหล็ก (ทำเคียวเกี่ยวข้าว) ร้านทำฟันโบราณ ยุ้งฉางข้างโบราณ ฯลฯ ระหว่างเดินตลาดชมไปชิมไป ดูบ้านเรือนไม้เก่า ๆ ที่ติดลวดลายไม้ฉลุได้บรรยากาศเก่า ๆ อย่างเพลิดเพลินเจริญใจและเจริญปัญญา
          ขอแสดงความยินดีกับชาวชุมชนสามชุกอีกครั้งหนึ่ง  สำหรับรางวัลเกียรติยศระดับโลกจากยูเนสโก สร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทย ในอนาคตเราคงจะเห็นชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็งเพื่อการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนเพิ่ม มากขึ้นเรื่อย ๆ ต่อไป

จากหนังสือพิมพ์ ไทยโพสต์
ฉบับวันที่ 8 ก.ย. 52

ค้นหา สามชุก

Copyright 2003-2009 samchuk.in.th . All rights reserved.
System Requirement : Internet Explorer 7.0+, Firefox, Opera, Safari | 1280x800 Resolution | Flash Player 8.0+
Hosted By : Colorpack.net