"รางวัลที่เราได้ครั้งนี้ถือว่าเป็นรางวัลที่
ชาวอำเภอสามชุก และชาวสุพรรณบุรี ภาคภูมิใจ
รางวัลนี้เกิดจากความร่วมมือของชุมชน
สิ่งที่เกิดขึ้นมาจากชุมชนทั้งสิ้นที่ทำกันเอง
โดยไม่มีภาคส่วนของราชการมาช่วย
เกิดจากเครือข่ายหลายฝ่ายของภาคประชาชนที่ช่วยกัน
การส่งเรื่องประกวดครั้งนี้ ทางสมาคมสถาปนิกสยาม
บอกเราว่าตลาดสามชุกน่าส่งเข้าประกวด จึงเอาแบบฟอร์มมาให้
และทำเรื่องนำเสนอไป" พงษ์วิน ชัยวิรัตน์
ประธานคณะกรรมการพัฒนาตลาดสามชุกในเชิงอนุรักษ์ บอกเล่าถึงความภาคภูมิใจ
เดือน ส.ค.ที่ผ่านมา
องค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก)
ได้ประกาศผลการประกวดโครงการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมในภูมิภาคเอเชียและ
แปซิฟิก ประจำปี 2552 จากสถานที่ต่างๆ ที่เข้าประกวดในโครงการดังกล่าวกว่า
48 แห่ง จาก 14 ประเทศ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก อาทิเช่น โรงแรม
อาคารสำนักงาน หน่วยงานทางวัฒนธรรม สถาบันทางการศึกษา
สถานที่สำคัญทางศาสนา สถานที่สาธารณะ และอาคารที่อยู่อาศัย
รวมทั้งเมืองต่างๆ โดยปรากฏว่า "ชุมชนสามชุกและตลาดเก่าร้อยปีสามชุก"
อ.สามชุก จ.สุพรรณบุรี
ได้รางวัลดีเด่นด้านอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมในภูมิภาคเอเชียจากยูเนสโก
สำหรับคุณสมบัติของแต่ละสถานที่ ซึ่งจะส่งเข้าประกวด ต้องมีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป และมีการบูรณะซ่อมแซมแล้วเสร็จภายใน 10 ปีที่ผ่านมา สามารถใช้งานได้ 1 ปี นับจากการประกาศ ผลรางวัลดังกล่าว ซึ่งโครงการดังกล่าวจะช่วยส่งเสริมให้มีการฟื้นฟูและซ่อมแซมสถานที่ประวัติ ศาสตร์ของประเทศต่างๆ ให้คงอยู่กับชุมชนแต่ละประเทศต่อไป สำหรับกรณีของ "ตลาดสามชุก" ได้รับสาขา "ประเภทรางวัลระดับดี 4 " ประกอบด้วย
1. ชุมชนสามชุกและตลาดเก่าร้อยปี จ.สุพรรณบุรี ประเทศไทย
2. Huai Hai Lu 796 เมืองเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน
3. YMCA Student Branch นครมุมไบ ประเทศอินเดีย
4. Waterworks Building เมืองโอคแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์
ตลาดสามชุก ตลาดร้อยปี มีความเป็นมาในอดีต คือ การเป็นตลาดห้องแถวไม้ 2 ชั้นขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำสุพรรณบุรี (ท่าจีน) ยุคที่ตลาดสามชุกเฟื่องฟู ชาวบ้านจะนำของพื้นเมือง รวมทั้งเกลือ ฝ้าย แร่ สมุนไพร มาแลกเปลี่ยนซื้อขายให้กับพ่อค้าที่เป็นชาวเรือ ต่อมาเมื่อริมแม่น้ำสุพรรณกลายเป็นแหล่งทำนาที่สำคัญ มีโรงสีไฟขนาดใหญ่เกิดขึ้นหลายแห่ง ตลาดสามชุกก็กลายมาเป็นตลาดข้าวที่สำคัญ และไม่จำกัดบริเวณอยู่เฉพาะริมน้ำ แต่ยังขยายมาถึงริมฝั่ง
อย่างไรก็ดี หลังจากที่มีการตัดถนนผ่านสามชุก ทำให้วิถีชีวิตและสภาพสังคมเริ่มเปลี่ยนไปการค้าที่ตลาดสามชุกเริ่มซบเซา แต่ตลาดสามชุกก็ยังคงดำเนินวิถีของตลาดห้องแถวไปอย่างต่อเนื่องมานับร้อยปี และด้วยความเข้มแข็งของประชาคมชาวตลาดสามชุก จึงได้มีการปรับปรุง ฟื้นฟู และร่วมกันอนุรักษ์สถาปัตยกรรมไม้ของตลาดสามชุกไว้เป็นมรดกทางวัฒนธรรม รวมทั้งพัฒนาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และแหล่งเรียนรู้ของชุมชน เพื่อให้ตลาดสามชุกกลับมีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้ง จนเป็นที่มาของการได้รับรางวัลดังกล่าว
ประธานคณะกรรมการพัฒนาตลาดสามชุกในเชิงอนุรักษ์ เล่าว่า ที่ผ่านมา ความร่วมมือระหว่างภาคประชาชนกับส่วนราชการมีอยู่บ้างที่เกิดความเห็นต่าง จึงทำให้เกิดปัญหาในแง่ของการประสานความร่วมมือเพื่อการพัฒนา ทั้งที่ภาคประชาชนทำก็เพื่อส่วนรวมของท้องถิ่น ทำให้ต้องใช้เวลาต่อการปรับเปลี่ยนในหลายสิ่งหลายอย่าง
"จากนี้ไปจะมีการปรับปรุงให้เป็นระเบียบยิ่ง ขึ้น รวมทั้งขยายพื้นที่และพยายามจะดึงวัฒนธรรมเก่าๆ โดยเฉพาะเรื่องการค้าขายทางเรือกลับมาให้ได้ โดยจะปรับปรุงทางเท้าบริเวณริมน้ำให้ต่ำลง และเปิดน่านน้ำให้เรือเทียบจอดได้ตลอดแนว และสามารถเป็นที่นั่งพักผ่อนของนักท่องเที่ยวและคนในชุมชนได้ เพราะปัญหาของตลาดสามชุกขณะนี้ คือ เรื่องที่นั่งพักไม่ค่อยมี รวมทั้งเรื่องสิ่งแวดล้อมเช่นน้ำเสียจะต้องมีการแก้ไขปรับปรุง คาดว่าภายในปีนี้ คงจะได้ดำเนินการทั้งหมด ส่วนอื่นนั้นเข้าที่เข้าทางหมดแล้ว" ประธานคณะกรรมการพัฒนาตลาดสามชุกในเชิงอนุรักษ์ ระบุถึงเป้าหมายที่วางไว้
สมพร อุดมภักดีพงศ์ อายุ 60 ปี เจ้าของร้านขายยาในตลาดร้อยปีสามชุก กล่าวว่า โดยส่วนตัวแล้วภูมิใจ ที่ยูเนสโกได้ประกาศให้สามชุกได้รับรางวัลแห่งคุณงามความดี ซึ่งเป็นรางวัลด้านการอนุรักษ์มรดกทางด้านวัฒนธรรมในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ประจำปี 2552 เนื่องจากภาคประชาชนสามชุกได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า สามารถที่จะร่วมมือร่วมใจในการฟื้นฟูตลาดที่อยู่ในสภาพเสื่อมโทรมให้กลับมา ดีดังเดิม โดยโครงการฟื้นฟูชุมชนนี้ยังเป็นการสร้างความตื่นตัวเกี่ยวกับการอนุรักษ์ มรดกพื้นบ้าน และเป็นตัวอย่างสำคัญในการกระตุ้นให้ชุมชนที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์อื่นๆ ดูแลรักษาชุมชนของตนเอง
"สามชุกเป็นชุมชนที่สามารถสัมผัสได้ถึงความเก่า แก่ของชุมชน วิถีชีวิต รูปแบบการดำเนินชีวิต การค้าขาย สภาพบ้านเรือน ที่เป็นของเดิมๆ ที่สำคัญที่สุด ก็คือ การบริหารจัดการชุมชน ด้วยคนของชุมชนสามชุกเอง การเชื่อมต่อระหว่างรุ่นต่อรุ่นของชุมชน ที่เราจะสังเกตเห็นได้จากการที่มีคนหนุ่มคนสาวรุ่นใหม่ๆ มายืนขายของหรือให้บริการนักท่องเที่ยว เขาเหล่านั้นส่วนใหญ่ คือ ลูกหลานของชุมชนจริงๆ ที่พยายามจะนำชีวิตชีวากลับมาสู่ชุมชนและไม่ให้ขาดสาย เชื่อว่าหลายคนโดยเฉพาะคน อ.สามชุก ไม่อยากให้สามชุกเป็นเพียงมรดกทางประวัติศาสตร์เชิงวัฒนธรรม เพราะมันหมายถึงว่าชุมชนได้ตายไปแล้ว แต่เราอยากให้ชุมชนเราเป็นชุมชนที่มีชีวิตยั่งยืนไม่มีวันตาย และสืบทอดต่อๆ กันไปโดยลูกหลานของชุมชนของเราเอง" ผู้ประกอบการรายนี้กล่าว
ลาน สว่างศรี อายุ 80 ปี อดีตกำนันตำบลหนองผักนาก อ.สามชุก จ.สุพรรณบุรี เล่าว่า
เขาเองเกิดที่สามชุก และใช้ชีวิตอยู่ที่นี่มาโดยตลอด ภูมิใจกับสิ่งที่คนในท้องถิ่นได้ทำขึ้นเพื่อการอนุรักษ์
"ก่อนหน้านี้ คิดว่าตลาดสามชุกคงไปไม่รอดแน่ เพราะมีการค้าอยู่ทุกหัวระแหง โดยเฉพาะห้างยักษ์จากต่างชาติ พูดภาษาชาวบ้านว่าร้านเล็กๆ แบบนี้ตายสนิท แต่คิดไม่ถึงว่าคนภายนอกจะสนใจความเก่าความมีคุณค่าของตลาดสามชุกแห่งนี้ ทุกวันนี้ เห็นแล้วก็ภูมิใจแทน" อดีตผู้นำท้องถิ่นระบุ
เหล่านี้คือจังหวะในการก้าวเดินของภาคประชาชน ที่เข้ามามีส่วนร่วมต่อการอนุรักษ์และจัดการท้องถิ่น กระทั่งได้รับการยอมรับจากองค์กรสากลเป็นการสร้างโอกาสให้ชุมชนหรือตลาด โบราณแห่งนี้มีลมหายใจอยู่ต่อไปได้อีกอย่างยาวนาน

