{mosimage} ท่ามกลางโลกในปัจจุบันที่ผู้คนนั้นยึดติดกับวัตถุชีวิตนั้น เป็นสิ่งที่ช่างสับสนวุ่นวายและยากจะหาความมั่นคงแน่นอน ในแต่ละวันนั้นมีแต่การแข่งขัน ความนิยมในความเป็นส่วนตัวอันเข้มข้นทำให้คนส่วนมากลืมที่จะใส่ใจเพื่อน มนุษย์ด้วยกันเอง และคนส่วนมากก็ตัดสินกันด้วยภาพที่เห็นเพียงภายนอก ดังนั้นหากผู้คนต้องการเป็นที่ยอมรับในสังคม พวกเขาจะต้องใช้วิธีการซื้อและการจับจ่าย เพื่อสร้างเอกลักษณ์ของตัวเองให้โดดเด่นขึ้นมาจนเป็นที่ยอมรับในสังคม สิ่งต่างๆ เหล่านี้ได้นำไปสู่ปรากฏการณ์ที่เรียกว่า บริโภคนิยมหรือการใช้จ่ายเพื่อแสดงรสนิยมและฐานะ เช่น การสวมใส่เสื้อผ้าแบรนด์เนม การกินอาหารฟาสฟู้ด การฟังเพลงเกาหลีซึ่งรูปแบบการบริโภคเหล่านี้ล้วนเป็นการบ่งบอกถึงความทัน สมัย และความมีฐานะแต่ท่ามกลางกระแสการบริโภคนิยมนี้กลับมีคนไทยจำนวนมากได้เลือก วิธีที่จะแสดงตัวตนของตนเองออกมาให้แตกต่าง และเป็นที่ยอมรับโดยผ่านการสพความเป็นอดีต ความเป็นไทย สิ่งนี้ได้ถูกเรียกว่าการไขว่คว้าหาอดีต ดังนั้นธุรกิจรูปแบบใหม่ที่ขายภาพของอดีตจึงได้เกิดขึ้น ผู้ค้าหลายรายได้ใช้ความเก่าแก่และความเป็นไทยของสถานที่ เช่น ตลาดน้ำ บ้านริมน้ำ วัด และวัตถุ เช่น อาหารและเครื่องดื่มสูตรโบราณ มาเป็นจุดขายในการค้าต่างๆ เป็นรูปแบบการใช้จ่ายอันแสดงถึงความเรียบง่าย พอเพียงแต่มีเสน่ห์แบบไทย ซึ่งก็สามารถตอบสนองต่อความต้องการของคนไทยในปัจจุบันได้อย่างดี
{mosimage} สำหรับประเทศไทยในอดีตแล้วแม่น้ำนั้นเป็นทรัพยากรทางธรรมชาติอันทรงคุณค่า ที่มีความสำคัญ และเกี่ยวโยงกับวิถีชีวิตของคนไทยอย่างลึกซึ้ง ทั้งการทำประมง การอุปโภค บริโภค และการคมนาคมขนส่งค้าขาย จนไปถึงขนบธรรมเนียมและวัฒนธรรม ตลาดสามชุกนั้นเป็นตลาดที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำท่าจีนแม่น้ำสายหลักที่สำคัญ เส้นหนึ่งของภาคกลาง และทำเลที่เหมาะสมนี้ก็ได้ถูกบรรพบุรุษของพวกเราใช้เพื่อทำการค้าขายจนบ้าน สามชุกจังหวัดสุพรรณบุรีได้กลายเป็นตลาดเมืองท่าค้าขายที่สำคัญในภาคกลาง ตะวันตก การใช้ชีวิตกับสายน้ำของชาวสามชุกในอดีตแต่ละวันนั้นเป็นสิ่งที่วุ่นวาย เนื่องจากมีการค้าขายและการเข้าออกของสินค้าตลอดทั้งวัน ผู้คนสนุกสนานจากการต่อรองซื้อขาย แลกเปลี่ยนสินค้านานาชนิด เช่น ถ่าน ฝ้าย และอ้อจากชาวกระเหรี่ยงจากบ้านด่านช้าง เครื่องกระเบื้องและดินเผาของพ่อค้าชาวจีน ผ้าจากชาวอังกฤษและอินเดีย และอาหารทะเลจากปากน้ำทางใต้ของไทย ดังคำประพันธ์ไพเราะที่ท่านสุนทรภู่กวีเอกได้รจนาไว้เมื่อนานมา
| “ถึงนามสามชุกถ้า | ป่าดง |
| เกรี่ยงไร่ได้พ่ายลง | แลกล้ำ |
| เรือค้าเท่านั้นคง | คอยเกรี่ยงเรียงเอย |
| รายจอดทอดท่าน้ำ | นับฝ้ายขายของ” |
และจากคำประพันธ์บทนี้เราจะเห็นได้ว่า ทั้งสินค้าและผู้คนที่หลั่งไหลเข้าเดินทางมาค้าขายได้ทำให้เกิดการพบปะกัน การค้าจะทำให้เกิดการผสมผสานทางวัฒนธรรมและการแลกเปลี่ยนวิถีชีวิตซึ่งกัน และกันของคนที่ต่างเชื้อชาติ เช่นคนไทยที่เริ่มไหว้เจ้าตามแบบคนจีนและ{mosimage}สร้างศาลพระภูมิตามแบบ ศาสนาพราหมณ์ ดังนั้นนอกจากความเจริญทางด้านวัตถุที่มากับการค้าแล้วตลาดสามชุกยังเป็น พื้นที่แห่งความแตกต่างหลากหลายทางวัฒนธรรม ความเชื่อทั้งพุทธ คริสต์และฮินดู ที่อยู่ร่วมกัน ชาวบ้านและพ่อค้าต่างก็สิทธิเสรีที่จะทำมาหากินอย่างมีความสุข แต่นั่นก็เป็นเวลากว่าร้อยปีมาแล้วจนกระทั่งในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมามี การตัดถนนผ่านหมู่บ้านตามโครงการการพัฒนาของรัฐ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาสายน้ำแห่งชีวิตที่ชื่อท่าจีนนั้นก็ดูเหมือนว่าจะไม่ สามารถรับใช้ชาวชุมชนได้อีกเพราะผู้คนที่เริ่มคุ้นชินกับการเดินทางที่สะดวก และรวดเร็วขึ้นด้วยระบบถนนหนทางและรถยนต์ เมื่อขาดสายเลือดหลักที่คอยทำหน้าที่หล่อเลี้ยงชุมชน พวกเขาจึงค่อยๆ เดินมาสู่จุดตกต่ำเนื่องจากตลาดสามชุกแห่งนี้นั้นไม่ได้เป็นจุดรวมแลก เปลี่ยนทางการอีกต่อไป กลายสภาพเป็นแค่ชุมชนที่อยู่อาศัยธรรมดา ที่ซึ่งชาวบ้านแทบจะมาสามารถหารายได้เพียงพอจากการประกอบอาชีพที่ยังหลง เหลืออยู่ ชาวบ้านบางส่วนก็ขายบ้านย้ายถิ่นฐานออกไปเพื่อหาอาชีพใหม่ ปล่อยให้ตลาดที่เก่าแก่แห่งนี้ค่อยๆ โรยราไปตามกาลเวลาเนื่องจากมันได้ถูกตัดออกจากรากฐานของความมั่นคงที่มีมาใน อดีตอันยาว{mosimage}นาน ผู้สืบสายเลือดของคนในชุมชนก็เริ่มลืมเลือนภาพอันสวยงามของวิถีชีวิตที่พวก เขาได้ถูกผันผูกไว้กับแม่น้ำท่าจีนแห่งนี้ จากเศษเสี้ยวเล็กน้อยของความทรงจำที่ยังเหลืออยู่ หากเราจะกล่าวถึงภาพในอดีตของแม่น้ำท่าจีนกับสามชุก สิ่งที่พอจะหลงเหลืออยู่ก็เป็นเพียงแค่เรื่องราวของคนรุ่นปู่ ย่า ในตอนที่พวกเขายังถูกเรียกว่าเด็กน้อย วิ่งเล่นกันตามริมท่าน้ำที่เรียงรายไปด้วยเรือนับร้อยลำทั้งเล็กใหญ่ บางลำมาเพื่อขาย บางลำมาเพื่อซื้อ บางลำนั้นถูกผูกติดกับลำอื่นๆ จนกลายเป็นเรือโยงยาวเรียงราย และบางลำมาเพื่อพาผู้คนเดินทางจากไปตามสายนทีที่ทอดยาว แม้ภาพจากมุมมองของเด็กอาจจะไม่ชัดเจน เพราะพวกเขาไม่อาจเข้าใจโลกที่แสนซับซ้อนของผู้ใหญ่อย่างเราได้ แต่ใครจะเชื่อว่าการละเล่นของเด็กนี้ก็ได้สะท้อนวิถีชีวิตในวันเก่าๆ ของตลาดสามชุกออกมาได้อย่างไร้เดียงสา และปราศจากอคติใดๆ และจะมีผู้ใหญ่สักกี่คนกันเล่าที่จะรู้ว่าชีวิตของเด็กนั้นก็เข้มข้นและดุ เดือดไม่แพ้ใครพวกเด็กๆ นั้นจะรวมตัวเล่นกันเป็นกลุ่ม และกลุ่มใหญ่ๆ สองกลุ่มที่รู้จักมาแต่ไหนแต่ไรก็ คือ เด็กชาวไทยและเด็กชาวจีน การต่อสู้ห้ำหั่นระหว่างพวกเขาทั้งสองฝ่ายนี้เหมือนว่ามันเป็นความขัดแย้ง ของสังคมที่บาน{mosimage}ปลายจนไม่มีทางแก้ไข ชัยชนะและความพ่ายแพ้นั้นถูกเดิมพันด้วยเกียรติยศศักดิ์ศรีเลยทีเดียว ในสงครามแต่ละครั้งแต่ละฝ่ายจะส่งตัวแทนออกมาทีละคน ตัวแทนนั้นคือนักรบฝีมือฉมัง พวกเขาจะขุดรูเล็กประมาณหัวนิ้วโป้งแล้วนักรบคนแลกก็จะดีดลูกแก้วอย่างแม่น ยำเข้าไปที่หลุมนั้น ลูกแก้วที่มีสีสันหลากหลายทั้งใส ขุ่น หรือส่องประกายเป็นอาวุธสำหรับการประหัตประหารลูกแก้วของนักรบคนอื่นออกจาก หลุมและดีดลูกแก้วของตนใส่ไปในหลุมแทน ผลของสงครามก็คือการตะลุมบอนเล็กๆน้อยๆ จากการแพ้แล้วพาลแบบเด็กๆ การตะลุมบอนของเด็กน้อยที่จะสลายตัวไปทันทีที่พวกผู้ใหญ่เริ่มส่งเสียง โวยวายต่อว่า ราวกับว่าที่ตรงนั้นไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน แม้การละเล่นบนบกนั้นแสนสนุกสนาน ทว่าในน้ำนั้นก็ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เมื่อครั้งหนึ่งมีเด็กชายกับน้องสาวได้เดินขึ้นไปบนเรือขนทรายลำมหึมาที่ลอย ลำอยู่กลางลำน้ำ ทางเดินนั้นคือไม้กระดานแคบๆ ที่วางพาดออกมาจากกาบของเรือลำหนึ่งในขบวนเรือนับสิบ เมื่อเด็กชายได้ก้าวเท้าขึ้นไปบนเรือลำนั้นก็ต้องประหลาดใจกับโครงสร้างและ รูปแบบของเรือที่น่าอัศจรรย์ เขาสงสัยไปเสียทุกอย่างว่าข้าวของ เครื่องมือเหล่านี้มีไว้ทำอะไรบ้างทางเดินในเรือนั้นก็แปลกประหลาด บางครั้งต้องปีน บางครั้งก็ต้องกระโดด บางครั้งก็ต้องมุด ในเรือนั้นมีห้องนอนด้วย และที่สำคัญที่สุดคือพวงมาลัยบังคับเด็กชายยืนจับมันและหมุนไปมาพร้อมกับ จินตนาการว่าตนเองเป็นกัปตันผู้ยิ่งใหญ่ที่ซึ่งกำลังบังคับเรือในตำนานที่ ใต้ท้องเรือนั้นเต็มไปด้วยฝุ่นทองสีทรายฝ่าคลื่นมรสุมอันเกรี้ยวกราดของเจ้า สมุทร เรือขนทรายนั้นเหมือนกับบ้านของเล่นที่ไม่น่าเบื่อเลยจริงๆ ในความคิดของเด็กชายในตอนนั้น พอตกเย็นแดดร่มชาวบ้านใกล้เคียงก็จะพายเรืออกมา เรือนั้นเป็นเรือที่มีสัดส่วนประหลาดคือหัวโตและท้ายแคบ แต่เรือชนิดนี้นั้นได้แสดงถึงความอุตสาหะของมนุษย์เพราะมันทำมาจากต้นตาล ทั้งต้น ค่อยๆ ขุด แกะ และสลักเอาเนื้อไม้ด้านในออก จนกระทั่งกลายเป็นเรือลำเล็กๆ ไม้ตาลที่เต็มไปด้วยเสี้ยนนั้นก็ถูกขัดเสียจนลื่นมือ เรือชนิดนี้ถูกเรียกว่า “อีโปง” ชาวบ้านในแถบลุ่มน้ำสุพรรณจะใช้เรืออีโปงนี้พายมาเก็บผักบุ้งผักกระเฉดในแม่ น้ำกลับไปทำอาหารเย็น สำหรับเด็กชายแล้วไม่มีอาหารใดที่จะเอร็ดอร่อยไปกว่าน้ำพริกกะปิ ปลาทูทอด ยอดผักบุ้งต้ม {mosimage}และหน่อไม้สดต้มย่านางนั้นจะขึ้นมาจากทางใต้กับเรือขนส่งสินค้า ในสายตาของเด็กชายหากเปรียบกับเรือขนทรายแล้วเรือสินค้าที่มีขนาดเล็กกว่า นั้นก็เหมือนกับเป็นห้องมหาสมบัติ กล่องไม้ ไห และปี๊บเต็มไปด้วยของกินจากทางใต้ที่ถูกนำขึ้นมาขาย ครั้งหนึ่งเด็กชายยังจำได้ว่าเขากับแม่มายืนรอที่ท่าเรือเพื่อที่จะได้ซื้อ ปลาทูเค็มจากทางใต้ที่เพิ่งทำใหม่ๆ ก่อนใคร นอกจากเล่นกับกินแล้วชีวิตวัยเด็กนั้นไม่มีอะไรมากมาย เรียบง่ายเพียงแค่ทำอย่างไรจึงจะอิ่มท้องและสนุกไปได้ในวันๆ ไม่เคยสนใจว่าแรงงานชาวจีนในตลาดที่มาอาบน้ำตอนกลางคืนที่ท่าคั่วกาแฟนั้นจะ สกปรกอย่างที่พวกผู้ใหญ่พูดหรือไม่ แต่อีกหลายปีต่อมาเมื่อเด็กชายกลายเป็นเด็กหนุ่มอายุสิบเจ็ดปี นั่นเป็นครั้งแรกที่เด็กหนุ่มต้องไปอยู่ที่อื่นที่ไม่ใช่บ้าน เขายังจำได้ว่าปู่ ย่า พ่อ แม่ และญาติๆ มายืนส่งเขาที่ท่าเรือบริษัทเพื่อออกเดินทางจากบ้านเกิดไปเรียนต่อที่ กรุงเทพฯ ราวกับเหตุการณ์นั้นเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน เรือโดยสารหรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่าเรือบริษัทนั้นจะมารับคนที่สามชุกแล้ว พาไปขึ้นฝั่งที่กรุงเทพฯ โดยใช้เวลาสองวันกับอีกหนึ่งคืนบนลำน้ำท่าจีน ภายในเรือโดยสารนี้มีห้องท้องเรือที่ดัดแปลงเป็นห้องพักรวมขนาดใหญ่ {mosimage}ให้คนเดินทางไว้แบ่งกันพักผ่อน เวลาร่วงเลยผ่านไปสี่ปีเมื่อจากเด็กหนุ่มก็กลายเป็นชายหนุ่ม ผู้ที่กำลังขึ้นเรือจากเมืองกรุงเพื่อกลับบ้าน เขาก้าวขึ้นไปบนกาบเรือพร้อมๆ กับกุมมือข้างขวาของหญิงสาวผู้เป็นที่รักไว้ และในวันรุ่งขึ้นเขาจะแนะนำผู้หญิงที่เขาคิดจะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ร่วมกัน ให้กับพ่อแม่ของเขารู้จัก เมื่อได้ทำความรู้จักกันแล้วพ่อแม่ของเขาดูจะชอบใจสาวชาวกรุงคนนี้ เธอนั้นฉลาดทั้งมีมารยาทและความนอบน้อม ในตอนเย็นที่แดดร่มชายหนุ่มจะพายเรือไปตามแม่น้ำกับหญิงสาว กกและกอบัวริมฝั่งนั้นช่างสวยงามทั้งส่งกลิ่นหอม สายน้ำนั้นนิ่งสนิทแทบจะปราศจากซุ่มเสียงใดๆ นอกจากนกกระเต็นและนกยางที่ร่ำร้อง "เรือพาย" ที่ทั้งสองนั่งอยู่ด้วยกันนั้นเปรียบเสมือนกับโลกทั้งใบ ชายหนุ่มคิดว่าในชีวิตนี้เขาไม่ต้องการอะไรอีกแล้วนอกจากได้นั่งมองหน้าหญิง สาวผู้ที่งดงามราวกับสายน้ำแห่งนี้ในยามที่อาทิตย์อัสดงกำลังจะลาลับขอบฟ้า และเวลาก็ผ่านไปชายหนุ่มกับหญิงสาวในตอนนี้เป็นตาแก่และยายแก่ที่มีลูกหลาน เต็มบ้าน นั่งกุมมือกันอยู่บนเก้าอี้ไม้ตัวยาวที่พ่อแม่ของเขาเคยนั่ง เล่าเรื่องราวในวันเก่าๆ ที่สวยงามราวกับเทพนิยายก็ไม่ปาน ที่รุมอยู่รอบๆ นั้นคือหลานๆ ตัวเล็กๆ หลานชายผู้ทำตาโตทุกครั้งเมื่อตาของเขาพูดถึงเรือขนทรายกับขุมทรัพย์โจรสลัด ที่ซ่อนอยู่ภายใน และหลานสาวผู้ที่นั่งหน้าแดงอย่างขวยเขินเมื่อตาบอกว่ายายนั้นชอบดอกผักป่อง ที่ตาเก็บให้เพียงใดเรื่องราวเหล่านี้นั้นเปรียบเสมือนกับว่าเวลามิได้ผ่าน ไปเลย ความทรงจำต่างๆ ยังคงมีชีวิตกับสายน้ำแห่งชีวิตที่สามชุกนี้ หรือว่ามันจะเป็นเพียงแค่นิทานของคนแก่เฒ่าที่คอยเฝ้ามองโลกที่เปลี่ยนไป อยู่ทุกวัน
แม้ภาพในอดีตของสามชุกนั้นช่างสวยงาม แต่ในปัจจุบันภาพนั้นกลับเลือนรางเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของสังคมที่เพิ่ง เกิดขึ้นใน{mosimage}ช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา สามชุกชุมชนตลาดเก่าริมน้ำที่เคยรุ่งเรืองทางการค้ามาแต่อดีตต้องซบเซาลงไป เมื่อมีการตัดถนนเข้ามา การคมนาคมขนส่งที่รวดเร็วและสะดวกสบายกว่านั้นมาแทนที่การเดินทางขนส่งค้า ขายทางเรือที่ล่องตามลำน้ำท่าจีน และคนรุ่นหลังที่เริ่มย้ายถิ่นฐานไปหางานทำและที่อยู่ใหม่หลงลืมและละทิ้ง ความทรงจำของวันวานในบ้านเกิดในช่วงเวลานี้แทบจะไม่มีเด็กๆ วิ่งเล่นให้เห็น เพราะในเมื่อคนที่เป็นพ่อกับแม่นั้นพากันย้ายไปอยู่ที่อื่น ผู้ที่เป็นปู่ย่า ตายายก็ได้แต่เฝ้าคอยว่าเมื่อไรลูกหลานของตนจะกลับมาหา หรือว่าเมื่อไรที่ตนนั้นจะต้องย้ายไปอยู่ที่อื่นกับพวกเขา ในช่วงเวลาที่โชคชะตาเล่นตลกนี้ชาวชุมชนสามชุกเองก็ยังต้องผจญกับมรสุม อีกระลอกคือการจะถูกยึดและรื้อถอนบ้านโดยกรมธนารักษ์ เมื่อบ้านอันเป็นที่รักของพวกตนกำลังจะถูกทำให้หายไป ชาวบ้านจึงรวมตัวกันขึ้นมาเพื่อหาทางที่จะรักษามรดกที่บรรพบุรุษของตนได้ ทิ้งไว้ให้ เกิดการตั้งกลุ่มผู้นำชุมชน การขอความร่วมมือร่วมใจจากคนในชุมชนทั้งความช่วยเหลือจากองค์กรการพัฒนา ต่างๆ ดังนั้นตลาดที่มีชีวิตมากว่าร้อยปีได้ใช้เสน่ห์ในความเก่า ความเป็นอดีตที่เรียบง่าย แต่ก็สวยงาม มั่นคง และน่าหลงใหลมาเป็นจุดขายสำคัญเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทุกสารทิศ และฟื้นคืนชีวิตให้แก่ชุมชนนี้ขึ้นมาอีกครั้งและเมื่อชุมชนนั้นพื้นตัวขึ้น มาด้วยการเปลี่ยนตนเองให้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงกับอดีตขาย บรรยากาศและกลิ่นอายของความเก่าแก่ ความเป็นคนไทยที่ให้ความรู้สึกเป็นมิตรและอุ่นใจ ทำให้อาคารบ้านเรือนที่มีอายุร่วมร้อยปีและตรอกซอยทั้งสี่ได้ถูกบูรณะขึ้นมา จนดูสวยงามเหมือนก่อนไม่มีผิด อย่างบ้านของขุนจำนงค์จีรารักษ์ที่อาจทำให้เราต้องตั้งคำถามว่าทำไม ชาวสามชุกจึงได้สร้างสถาปัตยกรรมที่งดงามเช่นนี้เพียงแค่ต้องการจะใช้ชีวิต อยู่อาศัย ชาวบ้านพากันปัดฝุ่นและยักไย่จัดบ้านเหมือนกับเจ้าบ้านที่ดีกำลังเตรียม พร้อมเพื่อรอแขกคนสำคัญ ร้านรวงต่างๆ ก็ผุดขึ้นมาเรียงรายราวกับ{mosimage}ดอกไม้ที่รอเวลาผลิบานมานาน แม่บ้านและพ่อครัวต่างก็แสดงฝีมือในการทำอาหารออกมา อาหารหลายๆ อย่างนั้นเป็นอาหารสูตรโบราณที่ทำให้เราต้องประหลาดใจในทุกๆ ครั้งที่พยายามนึกว่าอะไรกันที่ทำให้คนในสมัยก่อนสามารถสร้างสรรค์ของกิน เช่นนี้ออกมาได้ เมื่อพูดมาถึงตอนนี้นักท่องเที่ยวหลายคนคงจะนึกถึงข้าวห่อใบบัว ข้าวอบเผือก หรือ หมี่กรอบ แต่สิ่งที่ขาดหายไปนั้นคือแม่น้ำ ชาวสามชุกในปัจจุบันนั้นเหมือนกับโดนตัดขาดไปจากแม่น้ำเมื่อรัฐบาลมีการ สร้างถนนทางเดินเรียบฝั่งแม่น้ำ ท่าเรือต่างๆ ถูกบันไดซีเมนต์โบกทับ ทับซ้อนกันเหมือนเวลาที่ผ่านไป หรือว่าวันเวลาเก่าๆ ที่ตลาดสามชุกนั้นนั้นเคยมีเรือจอดเรียงราย ไม่ว่าจะมาเพื่อค้าขายหรือว่าเป็นเรือที่ชาวบ้านมีไว้ใช้งานจะไม่มีวันที่จะ ได้หวนกลับมาอีก และน่าเสียใจที่ผู้วิจัยคิดว่ามันคงจะไม่มีวันกลับมาเป็นเหมือนเดิมจริงๆ แต่บางสิ่งที่ยังทำให้เรายังมีรอยยิ้มได้นั้นก็คือ นักท่องเที่ยวจำนวนมากที่เดินขึ้นไปบน “สะพานพรประชา” และทางเดินเรียบแม่น้ำ เพื่อที่จะชมทิวทัศน์ของสามชุกจากมุมที่มองเห็นแม่น้ำ เพราะมันทำให้เรารู้ว่าพวกเขาก็ยังคงคิดถึงมันเช่นกัน หรือแม้แต่เจ้ากลุ่มเด็กทโมนจอมกวนที่พากันแก้ผ้าเล่นน้ำในตอนบ่ายที่อากาศ ช่างร้อนอบอ้าวเหลือเกิน แม้เด็กพวกนี้อาจจะยังเล็กไปจนไม่สามารถบอกได้ว่าแม่น้ำ นั้นสำ คัญกับพวกเขาอย่างไร แต่กิจกรรมเล็กๆ น้อยๆ เช่นการเล่นน้ำนี้ก็บอกให้รู้ว่าพวกเขายังผูกพันอยู่กับสายน้ำ
{mosimage} เหมือนกับสายเลือดที่อยู่ในร่างกายแม้ว่าเราจะมองไม่เห็นแต่มันก็มีอยู่ แม้แต่ในปัจจุบันนี้แม่น้ำท่าจีนก็มีอยู่ในแทบทุกที่ของตลาดสามชุก อยู่ในตัวสินค้าและร้านรวงต่างๆ ด้วยความที่แม่น้ำนั้นเป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นอดีตของคนไทย แม่น้ำท่าจีนจึงถูกนำมาให้เป็นภาพลักษณ์ในการโฆษณาสินค้า และชุมชน เราเห็นได้อย่างชัดเจนว่าในทุกครั้งที่จัดงานรื่นเริง ภาพถ่ายสามชุกเก่าที่เป็นภาพถ่ายจากมุมแม่น้ำนั้นจะถูกใช้เป็นรูปภาพในการ โฆษณาประชาสัมพันธ์ แม่น้ำมาอยู่บนสินค้าเช่นกระเป๋า ย่าม เสื้อ สินค้าและโฆษณาเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่เป็นภาพของสามชุกที่ทั้งคนในชุมชนและนักท่องเที่ยวต่างก็มองเห็น สิ่งที่เรียกว่าความเป็นตลาดสามชุก และในภาพที่ฝังใจของคนเหล่านั้นแม่น้ำท่าจีนนั้นก็เป็นส่วนหนึ่งที่ไม่อาจจะ แยกออกไปได้
นอกจากนี้แม่น้ำยังได้สร้างธุรกิจรูปแบบใหม่ เส้นทางการหารายได้ใหม่ๆ แก่คนในชุมชน เช่น การจัดเรือล่องชมทิวทัศน์ลำน้ำท่าจีน หรือการเปิดร้านอาหารที่มองเห็นทิวทัศน์ของแม่น้ำ หรือแม้แต่การทำประมงขนาดเล็ก เช่นการตกกุ้ง หาปลา สิ่งเหล่านี้ล้วนแสดงให้เห็นว่าแม่น้ำยังคงรับใช้ หล่อเลี้ยงคนเรื่อยมาแม้ว่ารูปแบบที่คนนั้นใช้ประโยชน์จากแม่น้ำนั้นจะ เปลี่ยนไปจากเดิม
{mosimage} ถึงแม้ว่าคนน้อยคนนักในปัจจุบันที่จะได้หยุดคิดและหันมาตระหนักถึงคุณค่า ความสำคัญของสายน้ำแห่งนี้ ปล่อยปละละเลยเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงตนเองมานานนับศตวรรษอย่างน่าละอายใจ แม่น้ำท่าจีนเองก็ยังคงโดดเด่นทั้งความงามทางธรรมชาติ และกลิ่นอายความเป็นอดีต และชีวิตของชาวลุ่มน้ำสุพรรณอย่างชัดเจน ราวกับว่าแม่น้ำท่าจีนนั้นก็คือตลาดสามชุกที่ยังคงไว้ซึ่งวิถีชีวิตในวันวาน ปล่อยให้กระแสธารแห่งกาลเวลาไหลผ่านไปวันแล้ววันเล่า เฝ้ารอให้คนแห่งโลกวัตถุที่สับสนไร้จุดหมายที่แน่นอนในชีวิตได้มาพักใจใน พื้นที่ที่ความเร่งรีบและเวลานั้นไร้ซึ่งความหมายใดๆ ขอเพียงแค่ตราบใดที่เรายังคงไม่ละทิ้งสายน้ำ สายน้ำก็จะยังคงหล่อเลี้ยงเรา
{mosimage}
