บ้านเรือนไม้เก่าๆ ที่แลดูสวยงามด้วยลวดลายฉลุไม้ในชุมชนสามชุกและตลาดเก่า
ร้อยปี จ.สุพรรณบุรี
ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมที่ใช้แพร่หลายในช่วงสมัยรัชกาลที่ 5
นับเป็นเรื่องน่ายินดีที่คนสามชุกช่วยดูแลอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมล้ำค่านี้
ไว้ด้วยตระหนักในคุณค่าของตนเอง จนได้รับรางวัล
"อนุรักษ์ศิลปะสถาปัตยกรรมดีเด่นประเภทองค์กร" ประจำปี พ.ศ.2548
จากสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์
ปัจจุบันชุมชนสามชุกนับได้ว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่โด่งดังอีกแห่งหนึ่งของ
ประเทศไทย
มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาสัมผัสตลาดสามชุกอย่างหนาแน่นให้คนในชุมชนได้ทำมา
หากินกันอย่างคึกคัก นอกจากความงดงามของสถาปัตยกรรมแล้ว
ที่ถือเป็นมนต์เสน่ห์ของสามชุกนั้น คือ
อาหารการกินพื้นบ้านและสินค้าที่หลากหลาย
ใครมีโอกาสไปเดินตลาดสามชุกจะรู้ว่าตลาดแห่งนี้ไม่ใช่แค่ตลาดขายอาหารธรรมดา
ความสำเร็จของชุมชนสามชุกถูกตอกย้ำอย่างหนักแน่นอีกครั้ง
ด้วยการชนะรางวัลเพื่อการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก
แห่งองค์การยูเนสโก เมื่อต้นเดือนกันยายน 2552
ซึ่งได้มีการรับโล่รางวัลอนุรักษ์ของยูเนสโก ณ ชุมชนสามชุกตลาดร้อยปี
เมื่อกลางเดือนธันวาคมที่ผ่านมา โดยอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
เป็นประธานในพิธีรับมอบ
ยังผลให้ตลาดสามชุกได้รับความสนใจและให้ความสำคัญเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ
แต่การได้มาซึ่งรางวัลคงไม่สำคัญไปกว่าคนในสามชุกนี้ทะนงในคุณค่าและดูแล
รักษาชุมชนให้เข้มแข็ง
เพราะในวันนี้กระแสการท่องเที่ยวที่ถาโถมเข้ามาอย่างหนัก
ชุมชนสุ่มเสี่ยงระหว่างความเจริญกับความล่มสลาย
ระหว่างการเสวนาเรื่อง
"บทบาทของชุมชนในการพัฒนาตนเองอย่างยั่งยืน" ณ ลานโพธิ์
พื้นที่ส่วนกลางของชุมชนตลาดสามชุก
ซึ่งเป็นกิจกรรมหนึ่งในพิธีมอบรางวัลเกียรติยศของยูเนสโกครั้งนี้
พงษ์วิน ชัยวิรัตน์ นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลสามชุก
และประธานคณะกรรมการพัฒนาตลาดสามชุกเชิงอนุรักษ์ ได้บอกเล่าให้ทราบว่า
กว่าจะมาเป็นสามชุกตลาดร้อยปีที่คว้ารางวัลดีเด่นด้านอนุรักษ์มรดกทาง
วัฒนธรรม เดิมตลาดสามชุกตั้งอยู่บริเวณวัดสามชุก
ต่อมาย้ายมาอยู่ในที่ตั้งปัจจุบัน สมัยก่อนชาวบ้านเรียก "สามเพ็ง"
ตลาดสามชุกเป็นย่านการค้าและศูนย์กลางของอำเภอสามชุก
มีแม่น้ำท่าจีนไหลผ่าน เป็นตลาดที่คึกคัก เอกลักษณ์ของสามชุกคือ
เป็นประวัติศาสตร์มีชีวิต
บ้านเรือนและห้องแถวในตลาดเป็นสถาปัตยกรรมเก่าแก่ มีการแกะสลักไม้สวยงาม
สร้างมาตั้งแต่รัชกาลที่ 5 ก็ยังเป็นตลาดและที่อยู่อาศัย
ทำการค้าแบบไทย-จีน
แต่การตัดถนนหลักเชื่อมกรุงเทพฯ เมื่อ 20 ปีก่อน
ทำให้สามชุกที่เคยเจริญกลับซบเซา
และเมื่อกรมธนารักษ์มีนโยบายจะรื้อตลาดเก่าสร้างตลาดใหม่
เพราะตลาดเก่าทรุดโทรม
คนในสามชุกจึงรวมตัวกันเกิดเป็นคณะกรรมการพัฒนาตลาดสามชุกเชิงอนุรักษ์
เมื่อปี พ.ศ.2543 เราก็ประชุมกัน ทุกคนเห็นว่า
ควรอนุรักษ์ตลาดสามชุกไว้ ฟื้นฟูตลาด ประเพณี
และอาหารดั้งเดิมในตลาดสามชุก รวมถึงการปรับปรุงบ้านของขุนจำนงจีนารักษ์
คนสำคัญของสามชุก เป็นพิพิธภัณฑ์ชุมชนในตลาด
ซึ่งลูกหลานยินดีให้คณะกรรมการฯ
ทำเป็นแหล่งเรียนรู้วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ท้องถิ่น
ชาวบ้านก็ช่วยกันอนุรักษ์พัฒนาตลาด เริ่มมีคนมาเที่ยวตลาดสามชุก
มาชมเรือนไม้เก่า ซื้ออาหารอร่อยๆ ในตลาด ก็แนะนำกันปากต่อปาก
สร้างรายได้ให้คนในสามชุก
"ทุกวันหยุดสุดสัปดาห์จะมีนักท่องเที่ยวมาไม่ต่ำกว่า 5,000
คน แต่หลังจากได้รับรางวัลของยูเนสโก คนมาเที่ยวสามชุกเกือบถึง 10,000
คน" พงษ์วินบอกตัวเลขนักท่องเที่ยวที่ไปสำรวจกันจริงๆ
โดยคณะกรรมการพัฒนาตลาดสามชุกฯ
ทั้งนี้ ร้านค้าในตลาดสามชุกปัจจุบันมีประมาณ 200-300 คูหา
แต่ในวันหยุดจะมีร้านขายของเพิ่มถึง 600 ร้าน จากการสำรวจ 80%
เป็นของคนสามชุก 10% เป็นของคนในอำเภอใกล้เคียง ที่เหลืออีก 10%
เป็นคนข้างนอกมาขาย นอกจากนี้ ปกติหน้าบ้านจะขายของกันเอง
แต่ในปัจจุบันบางบ้านเริ่มเปิดพื้นที่ให้เช่า อย่างไรก็ตาม
ประธานคณะกรรมการพัฒนาตลาดสามชุกให้ข้อมูลว่า
คนสามชุกจะประชุมกันเดือนละครั้งเพื่อสรุปการทำงาน
ปัญหา และอุปสรรคร่วมกัน
ผลจากการประชุมจะเป็นกติกาชุมชนนำไปสู่การปฏิบัติ
เน้นสร้างความเข้าใจกับคนในชุมชน ในปี 2553
จะเริ่มทำระบบบำบัดน้ำเสียของชุมชน
จากเดิมที่ปล่อยลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะรวมทั้งมีโครงการปรับปรุงภูมิทัศน์ริม
แม่น้ำท่าจีน เราไม่มีปัญหาขยะ
เพราะชุมชนมีการคัดแยกและนำของเสียมาผลิตก๊าซชีวภาพใช้ในชุมชนอีกด้วย
"เดิมตั้งใจไว้ว่าทำให้ตลาดที่หยุดนิ่งไปฟื้นการค้าขายขึ้นมา
และเป็นการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม อนุรักษ์ตลาดเก่าของเก่าไว้ จน 3
ปีมานี้เกิดกระแสการท่องเที่ยวขานรับมากมาย
แต่ชุมชนก็ยังเน้นเรื่องอนุรักษ์ ที่นี่ชาวบ้านร่วมมือร่วมใจกัน
ไม่ปิดกั้น แต่คนอื่นที่เข้ามาต้องรับกติกาของชุมชน
ถ้าชุมชนเข้มแข็งและสามัคคี ปัญหาเข้ามายังไงก็รับและสู้ได้"
ผู้มีส่วนร่วมฟื้นฟูสามชุกตลาดร้อยปีเชื่ออย่างนั้น
รศ.ศรีศักร วัลลิโภดม กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (กวช.) กล่าวว่า
รางวัลของยูเนสโกเกิดจากการยอมรับและยกย่องว่าเป็นผลงานของคนในสามชุก
เป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจกว่าการเป็นมรดกโลกที่เกิดจากการสร้างขึ้นโดยคณะ
กรรมการมรดกโลกที่หลายๆ แห่ง
ทั้งในประเทศไทยและนอกประเทศกระสันอยากจะได้ในทุกวันนี้
"พัฒนาการของชุมชนสามชุกมาจากข้างในเป็นภาคประชาชน
โดยไม่มีรัฐเข้ามาเกี่ยวข้อง ชาวบ้านทำเองด้วยสำนึกร่วมบ้านเกิด
รักมาตุภูมิ เมื่อมีวิกฤติ มีคนจะมารื้อบ้านก็แสดงออก
เกิดการต้านเป็นกลุ่ม เป็นองค์กรชุมชน
คนในสามชุกเป็นสังคมชนชั้นกลางผู้มีสติปัญญาและเสียสละ
ช่วยคิดช่วยค้นคว้าความรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น เรียนรู้จากสิ่งที่มี
และร่วมกันทำพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเพื่อปลุกสำนึกร่วมของชุมชน
ทำให้ความเป็นคนสามชุกมีพลังขึ้นมา เมื่อทำเสร็จคนสามชุกเป็นเจ้าของ
นี่คือความเป็นสามชุกที่ไม่เหมือนที่อื่น
พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นหลายแห่งคนนอกมาสร้างให้โดยที่ชาวบ้านไม่รู้เรื่อง"
รศ.ศรีศักรกล่าวอีกว่า
การมาเที่ยวตลาดสามชุกไม่ใช่เพียงซื้อของเห็นของ
แต่ได้เห็นการค้าขายและชีวิตของชุมชนในตลาดสามชุก
เห็นบ้านเรือนเก่าตั้งแต่อดีตจนทุกวันนี้ อย่างบ้านขุนจำนงจีนารักษ์
เห็นโครงสร้างชุมชนที่มีศาลเจ้าเป็นตัวเชื่อม มีพิธีกรรมที่ทำร่วมกัน
ตลาดหลายแห่งพัฒนาโดยตัดมิติทางจิตวิญญาณออกไป
แต่ที่นี่พัฒนาในแบบคนกับคน คนกับธรรมชาติ และคนกับสิ่งเหนือธรรมชาติ
โดยเฉพาะการค้าขายไม่ใช่ตะบี้ตะบันขายทุกวันขอแค่ให้ได้เงิน
โดยของที่มาจากภูมิปัญญาท้องถิ่นชาวสามชุกจะทำขายวันเสาร์-อาทิตย์เท่านั้น
นี่คือวิถีแห่งความพอเพียง แต่ละร้านพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
ลูกหลานกลับมาช่วยทำ
"ความเก่าแก่ที่เป็นรากเหง้าสามชุกมีศักยภาพในการสื่อสารสูง
ถ้าเอาวัฒนธรรมต่างชาติมาก็เป็นแค่กระแส
แต่ปัญหาขณะนี้สามชุกกำลังจะพังไม่พังแหล่ เกิดความแออัด Over Load
จนกระทั่งท้องถิ่นไม่สามารถควบคุมได้
ที่นี่เผชิญแรงกดดันและถูกรุกเร้าจากข้างนอกมากเกินศักยภาพของสามชุก
ถ้าปล่อยให้ขยายพื้นที่กว้างกว่านี้จะพัง เพราะข้างในคุมไม่ได้
ตอนนี้สามชุกสู้แบบต่อรอง สินค้าที่ชุมชนทำเองผลิตเองจะขายในตลาด
แต่สินค้าจากคนนอกจะขายรอบนอก"
นักวิชาการประวัติศาสตร์อาวุโสสะท้อนว่า
ทุกวันนี้ตลาดนัดท้องถิ่นกลายเป็นตลาดนัดอุตสาหกรรม
ของขายมาจากร้อยพ่อพันธุ์แม่ และไม่มีคุณภาพ
ส่วนตลาดน้ำหลายแห่งเอกชนเข้าไปจัดการ
โดยให้คนข้างนอกแย่งที่ทำมาหากินชาวบ้าน
มองที่การผลิตขนานใหญ่เป็นตัวตั้งตามค่านิยมตะวันตก
ซึ่งทำลายสิ่งแวดล้อม ตลาดนัดท้องถิ่นล่มสลายไปหมด
ต่างจากเศรษฐกิจพอเพียงเน้นชุมชนท้องถิ่นและเทคโนโลยีพื้นบ้านในการผลิต
ที่เน้นความกลมกลืนกับธรรมชาติเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
แต่การต่อสู้กับระบบทุนนิยม
องค์กรภายในต้องทำความเข้าใจและเข้มแข็ง
หากมีร้านค้าว่างในตลาดแล้วปล่อยให้คนข้างนอกเข้ามาเช่าและขายของ ก็จะกลาย
เป็นตลาดนัดอุตสาหกรรมไป เพราะขาดสินค้าสำคัญของท้องถิ่น
นั่นคือผลิตภัณฑ์จากฝีมือและภูมิปัญญาท้องถิ่น
โดยเฉพาะเรื่องอาหารการกินถือเป็นตัวอย่างภูมิปัญญาที่ดีของสามชุก อาหาร
อร่อยสามชุกมีการรื้อฟื้นและพัฒนาต่อเนื่อง เกิดเศรษฐกิจที่ยั่งยืนตาม
ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
สำหรับแนวทางในการบรรเทาปัญหาความแออัดจากการท่องเที่ยวตลาดสามชุก อาจารย์
ศรีศักรเสนอความเห็นในเบื้องต้นว่า
ต้องกระจายความแออัดออกไปริมแม่น้ำสุพรรณบุรี สร้างเครือข่ายกับตลาดน้ำ
ทั้งหลายของเมืองสุพรรณ เช่น ตลาดเก้าห้อง, ตลาดศรีประจัน ฯลฯ
โดยใช้ตลาดสามชุกเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญ
เน้นความสำเร็จที่เกิดจากการจัดการประวัติศาสตร์ท้องถิ่นจนเกิดสำนึกร่วมของ
ชุมชน
ขณะเดียวกันจากการที่ตนเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการวัฒนธรรรม
แห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม
ในฐานะที่ปรึกษาโครงการวิจัย
"การศึกษาภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ กระบวนการเปลี่ยนแปลงทางสังคม
และวัฒนธรรม : กรณีศึกษาชุมชนตลาดสามชุก" เห็นด้วยกับงานวิจัยนี้ที่เกิด
จากการต้องการของชุมชนที่จะศึกษาทบทวนการฟื้นฟูชุมชนที่ผ่านมา
และศึกษาทิศทางการพัฒนาศักยภาพของชุมชนในอนาคต คนในท้องถิ่นทำวิจัยเอง
โดยมีนักวิชาการเข้ามาช่วย ระยะเวลาในการวิจัย 11 เดือน
เชื่อว่าความรู้ที่ได้จากงานวิจัยจะเป็นประโยชน์ต่อชุมชนเองในการเพิ่มขีด
ความสามารถแก้ปัญหาและพัฒนา
ซึ่งทางกระทรวงวัฒนธรรมก็มีนโยบายเผยแพร่องค์ความรู้ชุมชนตลาดสามชุกขยายไป
สู่ท้องถิ่นอื่นๆ
ปัญหาการไหลบ่าของนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเที่ยวสามชุกอย่างเนืองแน่น
ที่ชุมชนเองก็กำลังตระหนักในปัญหา
ยังอาจถูกซ้ำเติมอีก เมื่อคนในคณะรัฐบาลบางคนออกมาพูดถึงแนวทางการทำให้
เศรษฐกิจขยายตัวด้วยการท่องเที่ยวในประเทศ ซึ่ง "สามชุก"
ก็เป็นหนึ่งในเป้าหมายที่จะมีการป่าวร้องโฆษณาให้คนมาเที่ยวอีก
เพราะเพิ่งได้รับรางวัลจากยูเนสโกมาหมาดๆ
ฉะนั้น ชุมชนสามชุกก็อาจจะตกอยู่ในสภาพ "ความวัวไม่ทันหาย ความควายก็เข้ามาแทรก" อย่างไรอย่างนั้น.
ข้อมูลจาก : www.thaipost.net


