ชื่อเสียงตลอดจนความสำเร็จของตลาดสามชุก ชุมชนเก่าแก่ริมน้ำท่าจีนของสุพรรณบุรี ในช่วงที่ผ่านมากลายเป็นโมเดลการพัฒนาท้องถิ่นในอีกรูปแบบหนึ่งที่กำลังเป็น “แฟชั่น” ให้ชุมชนใหญ่น้อยริมฝั่งแม่น้ำลอกเลียนแบบ
หลาย ๆ คนคงลืมไป กว่าจะคว้ารางวัลมาได้มากมาย ตลาดสามชุกผ่านช่วงเวลาเจียนอยู่เจียนไปมาก่อน
แต่เพราะความร่วมมือร่วมใจของคนภายในชุมชน จึงฝ่าฟันอุปสรรคมาได้
เพื่อนเก่าคนหนึ่งก็เหมือนคนอื่น ๆ ที่มองข้ามหัวใจของการพัฒนา
(ที่ยั่งยืน) ได้แต่ฝันหวานหวังนำโมเดลนี้ไปพัฒนาชุมชนริมน้ำบ้านเกิด
เพื่อสร้างเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ขึ้นมา
เพื่อนคนนี้เล่าให้ฟังว่าเพิ่งก้าวเข้ามามีบทบาทในการเมืองท้องถิ่นได้ ไม่นาน และมองว่าบ้านเกิดของตัวเองก็มีของดีอยู่ใกล้ตัว ถ้าโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้ดี ๆ น่าจะฮอตฮิต ประมาณตลาดสามชุกอะไรทำนองนั้น
หลังวิสาสะกันอยู่พักใหญ่ ผมยิงคำถามไปบ้างว่า “แล้วจะใช้อะไรเป็นจุดขาย”
“ก็มีหลายอย่าง”
“หลายอย่างนะมีอะไรบ้าง” ผมจี้ไม่หยุด
เพื่อนคนเดิมคิดอยู่ชั่วครู่ “ก็ขนมโบราณ ทองหยิบ ทองหยอด ขนมถาด กาแฟโบราณก็มี”
ฟังคำตอบจบ ผมอึ้งอยู่พัก เพราะความเป็นเพื่อนจึงแนะไปว่า ตลาดสามชุกใช้เวลาอยู่หลายปีกว่าจะมีวันนี้ได้ จริงอยู่ถึงแม้ตลาดชุมชนริมน้ำในภาคกลางจะมีรูปลักษณ์คล้าย ๆ กัน มีเรือนไม้ มีร้านค้าเก่าแก่รายเรียง มีวัด มีศาลเจ้าเป็นศูนย์รวมชุมชน ในความเห็นของผมสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ถูกตลาดสามชุกนำมาใช้เป็น “จุดขาย” ไปก่อนแล้ว
“หากไม่มีจุดขายใหม่ ๆ ไม่มีอะไรที่มีความแตกต่างจากที่ อื่น ๆ คงลำบาก เพราะลูกค้าส่วนใหญ่ที่แวะเวียนไปท่องเที่ยว ก็คนกรุงเทพฯทั้งนั้น” ผมสรุป
พอตอบไป เห็นเจ้าเพื่อนคนนี้เบาเสียงลง
นักการเมืองท้องถิ่นมือใหม่อย่างเพื่อนผมก็เหมือนผู้คนจำนวนมากที่มองอะไรแบบผิวเผิน ไม่ได้ลงมือศึกษาอย่างแท้จริง
มองแต่ภาพความสำเร็จในวันนี้ โดยไม่ได้ย้อนดูเส้นทางความยากลำบากในช่วงก่อนหน้า
นอกจากไม่ได้ศึกษาประวัติความเป็นมา ที่ตลาดสามชุกแจ้งเกิดขึ้นมาได้ เพราะไม่ยอมจำนนต่อความเปลี่ยนแปลง ไม่ต้องการให้ชุมชนบ้านเกิดถูกรื้อทำลาย จริงอยู่แม้ความสำเร็จที่ได้รับจะเป็นสิ่งหอมหวาน ได้รับเสียงเซ็งแซ่ไปทั่วทุกสารทิศ แต่เพื่อนผมคนนี้คงไม่รู้ว่าชื่อเสียงที่ตลาดสามชุกได้รับกำลัง กลายเป็นภัยร้ายย้อนกลับมาคุกคามตัวเองเช่นกัน
จากตลาดเล็ก ๆ มีผู้คนมาซื้อหาจับจ่ายไม่กี่มากน้อย ทุกวันนี้ถ้าเป็นสุดสัปดาห์จะมีนักท่องเที่ยวแวะมาเยี่ยมเยียนตลาดสามชุก ร่วม ๆ ห้าพันคน และกำลังจะเพิ่มเป็นหมื่นคน หลังจากได้รับรางวัลจากยูเนสโก
โชคดีที่ผู้คนในชุมชนแห่งนี้ไม่ได้มัวสนใจตัวเลขนักท่องเที่ยวที่ถาโถม เข้ามา สิ่งที่พวกเขานั่งล้อมวงขบคิดกลับกลายเป็น จะบริหารจัดการอย่างไรไม่ให้ความเจริญเข้ามาบดบัง จะบริหารจัดการอย่างไรให้ความเป็นชุมชนเก่าแก่ริมน้ำยังดำรงคงอยู่
จะว่าไปแล้วการทำอะไรตาม ๆ กัน มองทุกสิ่งเป็นบัญญัติไตรยางศ์ “คุณทำได้-ผมก็ทำได้” สะท้อนภาพ อย่างชัดเจน ในงาน “โอท็อปซิตี้” ที่เพิ่งปิดฉากไปแล้วเช่นกัน
น้อง ๆ ที่ไปร่วมงานรายงานให้ฟังอย่างรวบรัดว่า…ก่อนหน้านี้เป็นอย่างไร วันนี้โอท็อปไทยก็ยังเป็นอย่างนั้น
วิธีคิดบ้านเรายังเหมือน ๆ เดิม มุมนึงผ้าทอ อีกมุมหมอนขิด เฟอร์นิเจอร์ไม้ อาหารแห้ง มีไม่กี่รายที่แสดงให้เห็นถึงความพยายามยกระดับผลิตภัณฑ์ของท้องถิ่นอย่างจริงจัง
ทั้ง ๆ ที่ถ้าจะว่าไป กลเม็ดพื้น ๆ อย่างการสร้าง “จุดขาย” การสร้างความ “แตกต่าง” อาจจะด้วยดีไซน์ ด้วยคุณสมบัติผลิตภัณฑ์ หรือองค์ประกอบอื่น ๆ เป็นเรื่องพื้นฐานทางการตลาดที่ผู้ประกอบการมองข้ามไม่ได้เป็นอันขาด
เมื่อพูดถึงสามชุก เรื่อยมาโอท็อป หากข้ามไปอีกขั้น ข้ามไปที่แนวนโยบาย “ครีเอทีฟอีโคโนมี” ที่รัฐบาลมีเป้าหมายสร้าง “แวลู” ให้เกิดขึ้นกับสินค้าไทย
ถ้าเราต้องการก้าวไปสู่เป้าหมายที่ว่า ผมว่าหยุดคิดเรื่อง โปรเจ็กต์เป็นพัน ๆ ล้านไว้ก่อน เอาแค่เรื่องพื้น ๆ อย่างสอนให้ผู้ประกอบการบ้านเรา รู้จักคำว่า “จุดขาย” และคำว่า “แตกต่าง” เป็นลำดับแรก จะดีกว่าไหม
จะได้ไม่ต้องมาเสียดายงบประมาณกันทีหลัง
คอลัมน์ สามัญสำนึก
โดย พัฒนพันธ์ วงษ์พันธุ์


